
3 กรกฎาคม 2569
จากกรณีที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล หรือโครงการผันน้ำยวม ว่ารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะหมดอายุในเดือนตุลาคม 2569 นั้น
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน และประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก ขอเรียนต่อสาธารณชนว่า การที่ประชาชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2566 มิได้มีเจตนาขัดขวางการพัฒนาหรือการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชนในพื้นที่ใด หากแต่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการจัดทำรายงาน EIA และการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีข้อบกพร่องหลายประการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิของประชาชน
โครงการนี้ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำ แต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำยวม เงา เมย และแม่น้ำสาละวิน การสูญเสียป่าต้นน้ำ การตัดถนน กองหินและแร่มหาศาลจากการขุดอุโมงค์ และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ล้วนเป็นต้นทุนที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของแม่น้ำสาละวินได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการขยายตัวของการทำเหมืองแร่ทองคำ แร่หายาก และแร่สำคัญในพื้นที่ตอนบนในพม่า ซึ่งมีรายงานการตรวจพบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักที่เป็นพิษในหลายพื้นที่ การผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาจเพิ่มความเสี่ยงในการนำสารปนเปื้อนเข้าสู่ระบบน้ำของประเทศไทย
นอกจากนี้ โครงการผันน้ำยวมอาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในระยะยาว เนื่องจากปัญหาหลักเกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ มากกว่าการขาดแคลนปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว การลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท จึงควรได้รับการทบทวนบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการล่าสุด ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น
ข้อกังวลต่อประเทศไทย คือแนวทางการร่วมทุนกับเอกชน (PPP) มีความพยายามจะให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปอยู่ในมือเอกชน และบริษัทต่างชาติ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง
เครือข่ายฯ เคารพความเดือดร้อนของเกษตรกรในลุ่มน้ำปิงตอนล่าง และเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำอย่างจริงจัง แต่การแก้ปัญหาของพื้นที่หนึ่งไม่ควรสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติของอีกพื้นที่หนึ่ง การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ควรตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม หลักวิชาการ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
เครือข่ายฯ เห็นว่ารัฐบาลต้องไม่เร่งรัดการดำเนินโครงการเพียงเพราะรายงาน EIA กำลังจะหมดอายุ แต่ควรใช้โอกาสนี้ทบทวนข้อมูลทางวิชาการทั้งหมด โดยเฉพาะสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเป็นธรรมต่อประชาชนทุกลุ่มน้ำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การผลักภาระและความเสี่ยงไปยังชุมชนต้นน้ำและคนรุ่นต่อไป