เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์
ศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มแม่นํ้าโขง
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
(รายงานนี้เขียนวันที่ 9 พฤษภาคม 2569)

เกริ่นนํา
โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังนํ้าพูงอยไม่ควรถูกสร้างขึ้น เพราะโครงการนี้จะเพิ่มสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งบน แม่นํ้าโขงสายหลัก เพิ่มความเสี่ยงข้ามพรมแดนต่อประเทศไทย กระทบต่อแม่นํ้ามูลและพื้นที่แก่งตะนะ สร้างความ กังวลเรื่องนํ้าเท้อและนํ้าท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี คุกคามการอพยพของปลาและระบบประมง และอาจผลิตซํ้า บทเรียนความผิดพลาดทางสังคมและนิเวศจากเขื่อนปากมูล
รายงาน EIA ระบุว่า เขื่อนพูงอยเป็นโครงการไฟฟ้าพลังนํ้าแบบนํ้าไหลผ่าน (run-of-river dam) ตั้งอยู่บนแม่นํ้า โขงในแขวงจําปาสัก สปป.ลาว โดยมีระดับนํ้ากักเก็บเต็ม 98.00 เมตรเหนือระดับนํ้าทะเลปานกลาง และมีพื้นที่กัก นํ้ายาวประมาณ 80 กิโลเมตร ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 851 ถึงกิโลเมตรที่ 931 ของแม่นํ้าโขง รายงาน EIA ยังระบุอย่าง ชัดเจนว่า การดําเนินงานของเขื่อนพูงอยจะทําให้เกิดการท่วมขังของแม่นํ้าโขงและลํานํ้าสาขาตลอดแนวพื้นที่กัก นํ้า รวมถึงแม่นํ้ามูลในประเทศไทยบริเวณแก่งตะนะ และถือเป็นประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2565, หน้า 8-4)
ต่อมา ผู้พัฒนาโครงการคือ Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd. ได้จัดทําเอกสารเพิ่มเติม ชื่อ Supplementary Report: Response to concerned issues of Phou Ngoy Mekong Hydroelectric Power Project เมื่อเดือนพฤษภาคม 2023/2566 เพื่อตอบข้อกังวลที่หน่วยงานไทยหยิบยกขึ้นในการประชุมกับ คณะกรรมการแม่นํ้าโขงแห่งชาติไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2022 ที่กรุงเทพฯ เอกสารนี้ ระบุเองว่าเป็นเอกสารที่ผู้พัฒนาโครงการจัดทําให้ สปป.ลาว และ สปป.ลาว ส่งให้ประเทศสมาชิกพิจารณาเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าเท่านั้น (Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd. [CEWA], 2023/2565, หน้า 1)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เอกสารเพิ่มเติมนี้ไม่ใช่หลักฐานที่ทําให้โครงการปลอดภัยขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เป็นเอกสารที่ สะท้อนว่า ยังมีข้อกังวลสําคัญจํานวนมากจากฝั่งไทยที่ผู้พัฒนาโครงการต้องตอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนํ้าเท้อแก่งตะ นะ เขื่อนปากมูล ชุมชนไทยริมแม่นํ้ามูลและแม่นํ้าโขง ผลกระทบต่อประมง การอพยพของปลา การใช้ประโยชน์ ริมฝั่งนํ้า และความรับผิดชอบหากเกิดผลกระทบหลังพัฒนาโครงการ
ดังนั้น เมื่ออ่านรายงาน EIA และเอกสารเพิ่มเติมร่วมกัน ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ โครงการนี้ไม่ควรเดินหน้า เพราะ เอกสารของโครงการเองยืนยันว่ามีผลกระทบข้ามพรมแดน มีการเปลี่ยนแปลงระดับนํ้าเข้าสู่แม่นํ้ามูล มีความเสี่ยง ต่อแก่งตะนะ มีผลต่อการดําเนินงานของเขื่อนปากมูล มีชุมชนไทยจํานวนมากอยู่ในพื้นที่ศึกษา และยังมีข้อมูล หลายด้านที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมากในประบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า
1 เอกสาร EIA และเอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่าเขื่อนพูงอยมีผลกระทบข้ามพรมแดนต่อไทย
รายงาน EIA ระบุประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนไว้ 6 ด้าน ได้แก่ อุทกวิทยา การตกตะกอน การอพยพของปลา การเดินเรือ คุณภาพนํ้า และผลกระทบทางสังคม (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2565, หน้า 8-4). ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็น ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของระบบแม่นํ้า วิถีชีวิตของชุมชน และความรับผิดชอบข้ามพรมแดน เอกสารเพิ่มเติมของผู้พัฒนาโครงการก็ยืนยันประเด็นเดียวกัน โดยระบุว่า ประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจ เกิดขึ้นจากเขื่อนพูงอย ได้แก่ อุทกวิทยา การตกตะกอน การอพยพของปลา การเดินเรือ คุณภาพนํ้า และ ผลกระทบทางสังคม ซึ่งรวมถึงสุขภาพ โภชนาการ การท่องเที่ยว และประเด็นเศรษฐกิจ (CEWA, 2023, หน้า 12).
จุดสําคัญคือ ในเอกสารเพิ่มเติม ผู้พัฒนาโครงการยอมรับว่า หากเดินเครื่องที่ระดับนํ้า 98 เมตรเหนือระดับนํ้าทะเล ปานกลาง จะทําให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของระดับนํ้าเข้าสู่แม่นํ้ามูล” ซึ่งอยู่ในดินแดนไทย และยัง ระบุว่า ประเด็นที่เหลือจําเป็นต้องหารือต่อกับหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องก่อนเดินหน้าโครงการก่อสร้าง (CEWA, 2023/2566, หน้า 12).
ข้อความนี้มีความสําคัญมาก เพราะหมายความว่า แม้ผู้พัฒนาโครงการจะพยายามลดระดับความกังวล แต่เอกสาร ของผู้พัฒนาเองก็ยังยอมรับว่าแม่นํ้ามูลในประเทศไทยจะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงระดับนํ้า และยังมีเรื่องที่ ต้องหารือต่อ ก่อนจะก่อสร้างได้ ดังนั้น โครงการที่ยังมีประเด็นข้ามพรมแดนค้างอยู่เช่นนี้ไม่ควรถูกผลักดันให้ เดินหน้าต่อ
2 นํ้าเท้อและแก่งตะนะ: เอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่าแก่งตะนะจะถูกท่วมแม้ในฤดูแล้ง
ข้อกังวลสําคัญที่สุดประการหนึ่งของไทยคือผลกระทบจากนํ้าเท้อบริเวณแก่งตะนะ ซึ่งอยู่ในแม่นํ้ามูลและมี ความสําคัญทั้งทางนิเวศ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เอกสารเพิ่มเติมของผู้พัฒนาโครงการระบุว่า แก่งตะนะ ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 8,000 เฮกตาร์ หรือ 50,000 ไร่ และระหว่างปี 2013– 2022 มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 29,388 คนต่อปี (CEWA, 2023/2566, หน้า 4)
ยิ่งไปกว่านั้น เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า จากลักษณะภูมิประเทศ ระดับ +97.00 เมตรเหนือระดับนํ้าทะเลปานกลาง สามารถใช้เป็นระดับนํ้าท่วมของแก่งตะนะ และผลจากการจําลองแบบแสดงว่า หากเขื่อนพูงอยดําเนินงานที่ระดับ ออกแบบ +98 เมตรเหนือระดับนํ้าทะเลปานกลาง เขื่อนจะทําให้แก่งตะนะถูกท่วม แม้ในช่วงฤดูแล้ง (CEWA, 2023/2566, หน้า 6)
นี่คือหลักฐานที่หนักแน่นมาก เพราะไม่ใช่ข้อกล่าวหาจากฝ่ายคัดค้าน แต่เป็นข้อความจากเอกสารของผู้พัฒนา โครงการเอง หากแก่งตะนะซึ่งเป็นพื้นที่สําคัญทางธรรมชาติและการท่องเที่ยวจะถูกท่วมแม้ในฤดูแล้ง ก็ไม่ควรถือ ว่าเป็นผลกระทบเล็กน้อย หรือแก้ไขได้ง่ายด้วยมาตรการบริหารจัดการชั่วคราว
ผู้พัฒนาเสนอว่าจะลดระดับนํ้าดําเนินงานลงเพื่อหลีกเลี่ยงการท่วมแก่งตะนะที่ระดับ 97 เมตรเหนือระดับนํ้าทะเล ปานกลางในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงท่องเที่ยวสําคัญ (CEWA, 2023/2566, หน้า 6). แต่ มาตรการนี้กลับสะท้อนปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา เพราะหมายความว่า ในช่วงเวลาปกติ แก่งตะนะอาจยังได้รับ ผลกระทบจากระดับนํ้าของเขื่อน และโครงการเลือกปกป้องพื้นที่ท่องเที่ยวเฉพาะช่วงเทศกาล มากกว่าจะคุ้มครอง ระบบนิเวศ วัฒนธรรม และภูมิทัศน์แม่นํ้าตลอดทั้งปี
ดังนั้น เอกสารเพิ่มเติมไม่ได้ทําให้ข้อกังวลลดลง แต่กลับยืนยันว่าแก่งตะนะเป็นพื้นที่เสี่ยงจริง และการสร้างเขื่อนพู งอยอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ของแม่นํ้ามูลอย่างมีนัยสําคัญ
3 ความเสี่ยงนํ้าท่วมอุบลราชธานีและนํ้าเท้อ: ผู้พัฒนาบอกว่าไม่ท่วม แต่ยังมีความไม่แน่นอนเชิงสังคมและพื้นที่จริง
เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า จากกฎการเดินเครื่องและระดับนํ้าดําเนินงานของโครงการ นํ้าเท้อฝั่งไทยจะไม่ทําให้ระดับ นํ้าสูงกว่าตลิ่งของแม่นํ้าโขง แม่นํ้ามูล และลํานํ้าสาขา โดยอ้างระดับนํ้าท่วมที่โขงเจียม 103.53 เมตรเหนือ ระดับนํ้าทะเลปานกลาง และสรุปว่าจะไม่มีผลกระทบนํ้าท่วมตามข้อกังวลนี้ (CEWA, 2023/2566, หน้า 10).4 อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องระวังคือ การสรุปว่า “ไม่ท่วมตลิ่ง” ไม่ได้เท่ากับ “ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน” เพราะ ผลกระทบจากระดับนํ้าที่สูงขึ้นอาจไม่จํากัดอยู่ที่นํ้าล้นตลิ่งเท่านั้น แต่รวมถึงนํ้าเท้อ การระบายนํ้าช้าลง พื้นที่ริมฝั่ง ที่ใช้ตามฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศชายฝั่งแม่นํ้า การประมง การท่องเที่ยว และความไม่แน่นอนในช่วง นํ้าหลาก
ตารางที่ 2 ในเอกสารเพิ่มเติมแสดงว่า ที่ตําแหน่งโขงเจียม ระดับนํ้าธรรมชาติอยู่ที่ 101.26 เมตร และเมื่อ ดําเนินงานที่ระดับ NWL +97 เมตร ระดับนํ้าอยู่ที่ 101.69 เมตร เพิ่มขึ้น 0.43 เมตร หรือ 43 เซนติเมตร (CEWA, 2023/2566, หน้า 11). แม้ผู้พัฒนาจะยืนยันว่าระดับนี้ยังไม่เกินตลิ่ง แต่การเพิ่มขึ้นของระดับนํ้าเกือบครึ่งเมตรใน ระบบแม่นํ้าที่เชื่อมกับแม่นํ้ามูลและพื้นที่นํ้าท่วมซํ้าซากของอุบลราชธานี ไม่ควรถูกมองข้าม
ข้อสรุปเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและเครือข่ายมหาวิทยาลัยระบุว่า ประชาชนในจังหวัด อุบลราชธานี ทั้งในพื้นที่ชนบทและเมืองที่อยู่ตามแม่นํ้ามูล ได้รับผลกระทบจากนํ้าท่วมซํ้าซากอยู่แล้ว และอาจ เผชิญนํ้าท่วมมากขึ้นจากนํ้าเท้อที่เกิดจากเขื่อนพูงอยในแขวงจําปาสัก (Ubon Ratchathani University et al., 2024/2567, หน้า 5–6)
ดังนั้น คําถามสําคัญไม่ใช่เพียงว่า “นํ้าจะล้นตลิ่งหรือไม่” แต่คือ “ระดับนํ้าที่สูงขึ้น นํ้าเท้อ และการระบายนํ้าที่ อาจช้าลง จะซํ้าเติมความเปราะบางของอุบลราชธานีหรือไม่” ในพื้นที่ที่เผชิญนํ้าท่วมซํ้าซากอยู่แล้ว ภาระการ พิสูจน์ควรอยู่ที่ผู้พัฒนาและหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องพิสูจน์หลังจากเขื่อนสร้างเสร็จแล้ว
4 เขื่อนพูงอยอาจกระทบการเดินเครื่องเขื่อนปากมูล และนี่คือสัญญาณที่มิอาจมองข้ามของผลกระทบเชื่อมโยงทั้งระบบ
เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า ระดับนํ้าเฉลี่ยเหนือเขื่อนปากมูลอยู่ที่ประมาณ 107 เมตรเหนือระดับนํ้าทะเลปานกลาง และระดับนํ้าท้ายเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 95 เมตร แต่เมื่อเขื่อนพูงอยดําเนินงาน ระดับนํ้าท้ายเขื่อนปากมูลจะเพิ่มขึ้น เป็นประมาณ 100 เมตร ส่งผลให้กําลังผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลลดลงประมาณ 41% จากการเดินเครื่องปกติ (CEWA, 2023/2566, หน้า 8)
ข้อความนี้สําคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าเขื่อนพูงอยไม่ได้กระทบเฉพาะแม่นํ้าโขงบริเวณที่ตั้งโครงการ แต่ สามารถกระทบการทํางานของเขื่อนปากมูลในประเทศไทยได้โดยตรง นี่คือหลักฐานชัดเจนของความเชื่อมโยง ระหว่างเขื่อนใหม่กับโครงสร้างพื้นฐานเดิมในระบบแม่นํ้าโขง–มูล5
เอกสารเพิ่มเติมยังระบุว่า การที่ระดับนํ้าท้ายเขื่อนปากมูลสูงขึ้น อาจทําให้ปลาต้องอพยพขึ้นไปตามทางผ่านปลา ของเขื่อนปากมูลในระยะทางที่สั้นลง (CEWA, 2023/2566, หน้า 8). แม้เอกสารจะนําเสนอประเด็นนี้ในเชิงเทคนิค แต่ในเชิงนิเวศและสังคม นี่คือสัญญาณว่าระบบแม่นํ้าจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเขื่อนหลายแห่งที่ทํางานสัมพันธ์กัน บทเรียนจากเขื่อนปากมูลชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงการไหลของนํ้าและการอพยพของปลาไม่ใช่เรื่องเล็ก Soukhaphon และ Baird (2024/2567) อธิบายว่าเขื่อนปากมูลเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีข้อ พิพาทมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะกระทบวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้หญิง และ ก่อให้เกิดการต่อต้านยาวนาน (หน้า 1562)
ดังนั้น หากเขื่อนพูงอยยังจะส่งผลต่อระดับนํ้าท้ายเขื่อนปากมูลและลดกําลังผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลเอง ก็ควร ตั้งคําถามว่า โครงการนี้สมควรถูกสร้างหรือไม่ เมื่อยังอาจสร้างความซับซ้อนใหม่ให้กับระบบที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว
5 ชุมชนไทยจํานวนมากอยู่ในพื้นที่ศึกษา แต่ข้อมูลผลกระทบระดับครัวเรือนยังไม่เพียงพอ
เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า การศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมฝั่งไทยเน้นชุมชน 12 แห่งในอําเภอโขงเจียม จังหวัด อุบลราชธานี ได้แก่ 8 ชุมชนในตําบลโขงเจียม และ 4 ชุมชนในตําบลห้วยไผ่ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวแม่นํ้ามูลและแม่นํ้า โขง และอาจได้รับผลจากระดับนํ้าที่สูงขึ้นจากการดําเนินงานของโครงการ (CEWA, 2023/2566, หน้า 14) ในพื้นที่ศึกษาเหล่านี้มีประชากรรวม 6,738 คน เป็นชาย 3,409 คน หญิง 3,329 คน และมี 2,091 ครัวเรือน คิด เป็น 19.24% ของประชากรทั้งหมดในอําเภอโขงเจียม (CEWA, 2023/2566, หน้า 14). ตารางรายชื่อหมู่บ้านยัง ระบุชุมชน เช่น บ้านเวินบึก บ้านห้วยหมากใต้ บ้านท่าแพ บ้านหัวเห่ว บ้านด่านเก่า บ้านด่านใหม่ บ้านห้วยสะคาม บ้านถํ้าป่อง บ้านกุ่ม บ้านห้วยหมาก และบ้านห้วยไผ่ (CEWA, 2023/2566, หน้า 15)
ตัวเลขเหล่านี้ทําให้เห็นว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ว่างเปล่า แต่เกี่ยวข้องกับชุมชนจริง ครัวเรือนจริง และผู้คนจริงจํานวนหลายพันคน
ที่สําคัญ เอกสารเพิ่มเติมยอมรับเองว่า ผลกระทบต่ออาชีพของประชาชนท้องถิ่นจําเป็นต้องมีข้อมูลฐานระดับ ครัวเรือนที่เพียงพอ และการศึกษาจะดําเนินการในช่วงการดําเนินกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า รวมทั้งจะมี การติดตามเพิ่มเติมหลังกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า โดยความร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ (CEWA, 2023/2566, หน้า 19)6
นี่คือเหตุผลสําคัญที่โครงการไม่ควรเดินหน้า เพราะหากยังไม่มีข้อมูลฐานระดับครัวเรือนที่เพียงพอ ก็ยังไม่สามารถ ประเมินได้ครบว่าใครจะเสียประโยชน์ ใครจะเปราะบางที่สุด และใครควรได้รับการคุ้มครองหรือชดเชยอย่างไร การศึกษาผลกระทบไม่ควรเกิดขึ้นหลังจากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่ต้องเกิดขึ้นก่อนการตัดสินใจนี่คือเหตุผลสําคัญที่โครงการไม่ควรเดินหน้า เพราะหากยังไม่มีข้อมูลฐานระดับครัวเรือนที่เพียงพอ ก็ยังไม่สามารถ
ประเมินได้ครบว่าใครจะเสียประโยชน์ ใครจะเปราะบางที่สุด และใครควรได้รับการคุ้มครองหรือชดเชยอย่างไร การศึกษาผลกระทบไม่ควรเกิดขึ้นหลังจากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่ต้องเกิดขึ้นก่อนการตัดสินใจ
6 ผู้พัฒนายอมรับว่ามีกิจกรรมเกษตรริมฝั่งในฤดูแล้งที่อาจได้รับผลกระทบ
เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า การเพาะปลูกริมฝั่งนํ้าในฤดูแล้งฝั่งไทยมีอยู่ในระดับ “น้อย” แต่ “อาจได้รับผลกระทบ” ในพื้นที่ เช่น บ้านห้วยหมาก บ้านห้วยไผ่ บ้านห้วยสะคาม บ้านด่านใหม่ บ้านท่าแพ และบ้านเวินบึก (CEWA, 2023/2566, หน้า 19)
แม้ผู้พัฒนาจะใช้คําว่า “น้อย” แต่การยอมรับว่ามีกิจกรรมริมฝั่งที่อาจได้รับผลกระทบมีความสําคัญมาก เพราะ สําหรับครัวเรือนยากจน กิจกรรมเล็ก ๆ ตามริมฝั่งนํ้า เช่น การปลูกพืชผักตามฤดูกาล การหาปลา การเก็บ ทรัพยากรนํ้า หรือการใช้พื้นที่ริมตลิ่ง อาจมีความหมายต่ออาหาร รายได้ และการลดค่าใช้จ่ายของครอบครัว
การประเมินผลกระทบที่มองเพียงพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นทางการ อาจมองไม่เห็น เศรษฐกิจยังชีพและเศรษฐกิจเล็ก ๆ ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นฐานความมั่นคงของครัวเรือนจํานวนมาก นี่คือเหตุผลที่ ต้องใช้หลักการระมัดระวังไว้ก่อน และไม่ควรสร้างเขื่อนจนกว่าจะมีข้อมูลที่ละเอียดและเป็นธรรมต่อชุมชน
7 ข้อมูลประมงในเอกสารเพิ่มเติมยิ่งยืนยันว่าพื้นที่นี้เป็นระบบนิเวศปลาสําคัญ
เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า จากการศึกษาระยะ IEE ปี 2010 พบปลา 116 ชนิดในพื้นที่ศึกษา โดยพบ 68 ชนิดในฤดู ฝนปี 2008, 77 ชนิดในฤดูแล้งปี 2009 และ 38 ชนิดในฤดูฝนปี 2010 (CEWA, 2023/2666, หน้า 22–23)
ต่อมา การสํารวจปลาระหว่างปี 2013–2018 ในพื้นที่โครงการพบปลา 162 ชนิด จาก 27 วงศ์ โดยวงศ์ปลา ตะเพียนหรือ Cyprinidae พบมากที่สุด 71 ชนิด รองลงมาคือ Siluridae 14 ชนิด, Bagridae 12 ชนิด, Pangasiidae 10 ชนิด และ Cobitidae 7 ชนิด (CEWA, 2023/2566, หน้า 24–25). ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน EIA ที่ระบุว่าพื้นที่โครงการมีปลา 162 ชนิดจาก 27 วงศ์ และมีปลา 18 ชนิดอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN รวมถึงชนิด ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เช่น Ceratoglanis pachynema และ Catlocarpio siamensis (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2566, หน้า ES-7)
นอกจากนี้ เอกสารเพิ่มเติมยังระบุว่า เมื่อนํารายชื่อปลาที่อพยพตามรายงาน MRC มาเทียบ พบว่าจากปลาที่ถูก จัดเป็นชนิดอพยพ 30 ชนิด มี 24 ชนิดที่พบในการศึกษานี้ และเมื่อจัดกลุ่มปลาทั้ง 162 ชนิดตามรูปแบบการ อพยพ พบว่ากลุ่มปลาขาว หรือ white fish ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการอพยพสูง มี 110 ชนิด หรือประมาณ 68% กลุ่ม7 ปลาเทา 35 ชนิด หรือประมาณ 22% และกลุ่มปลาดํา 10 ชนิด หรือประมาณ 10% (CEWA, 2023/2566, หน้า 27)
ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่า โครงการตั้งอยู่ในระบบนิเวศปลาที่มีความสําคัญสูง ไม่ใช่พื้นที่ว่างทางเทคนิค สําหรับผลิตไฟฟ้า การที่ปลาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอพยพ ยิ่งทําให้การสร้างเขื่อนบนแม่นํ้าโขงสาย หลักมีความเสี่ยงสูง เพราะเขื่อนจะเข้าไปขวางการเคลื่อนย้ายของปลาในระบบแม่นํ้าโขง–มูล
8 รายงาน EIA เองยอมรับว่าเขื่อนจะขัดขวางการอพยพของปลาที่เชื่อมกับแม่นํ้ามูล
รายงาน EIA ระบุว่า เขื่อนพูงอยตั้งอยู่บริเวณตอนล่างของระบบการอพยพของปลาในลุ่มนํ้าโขงตอนกลาง และ โครงการจะขัดขวางการอพยพของปลา “ในระดับหนึ่ง” โดยเฉพาะการอพยพที่เชื่อมโยงกับแม่นํ้ามูลและลํานํ้า สาขาขนาดเล็กอื่น ๆ ในประเทศไทย (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2565, หน้า 8-5)
ในเชิงนโยบาย ประโยคนี้สําคัญมาก เพราะเป็นการยอมรับจากรายงาน EIA เองว่าเขื่อนจะกีดขวางการอพยพของ ปลา ไม่ว่าจะมากหรือน้อย การกีดขวางการอพยพของปลาในระบบแม่นํ้าโขง–มูลไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะปลาคือฐาน ของอาหาร รายได้ วัฒนธรรม ความทรงจํา และอัตลักษณ์ของชุมชนริมแม่นํ้า
บทเรียนจากเขื่อนปากมูลยืนยันว่า เมื่อความเชื่อมโยงของแม่นํ้าถูกตัดขาด ชุมชนต้องเผชิญผลกระทบยาวนาน หลายสิบปี Soukhaphon และ Baird (2024/2567) ชี้ให้เห็นว่าเขื่อนปากมูลไม่ได้สร้างเฉพาะผลกระทบทาง ประมงเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบด้านเพศภาวะ วัฒนธรรม อารมณ์ความรู้สึก และความทรงจําของชุมชน โดยเฉพาะผ่านบทบาทของผู้หญิงในวิถีประมง การค้าปลา การดูแลครอบครัว และการต่อต้านเขื่อน (หน้า 1562– 1578)
ดังนั้น หากเขื่อนพูงอยขัดขวางการอพยพของปลาในระบบที่เชื่อมแม่นํ้าโขงกับแม่นํ้ามูล ก็มีความเสี่ยงที่จะผลิตซํ้า ความเสียหายระยะยาวในลักษณะเดียวกับเขื่อนปากมูล แต่ในระดับข้ามพรมแดนที่กว้างกว่า
9 ข้อมูลหลายด้านยังต้อง “ศึกษาเพิ่มเติม” ในปรึกษาหารือล่วงหน้า จึงยังไม่ควรตัดสินใจสร้างเขื่อน
เอกสารเพิ่มเติมหลายจุดระบุว่าข้อมูลสําคัญยังต้องดําเนินการเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลด้านคุณภาพนํ้าและระบบนิเวศ ในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจะถูกปรับปรุงในช่วงกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า และสําหรับรายงาน ESIA ฉบับสุดท้ายก่อนการได้รับใบรับรองความสอดคล้องด้านสิ่งแวดล้อมจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของ สปป.ลาว (CEWA, 2023/2566, หน้า 21)8
เอกสารยังระบุว่า ข้อมูลผลกระทบต่ออาชีพของประชาชนต้องการข้อมูลฐานระดับครัวเรือนที่เพียงพอ และจะมี การศึกษาในช่วงจัดทํากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (CEWA, 2023/2566, หน้า 19) เมื่อข้อมูลสําคัญยังไม่สมบูรณ์ คําถามคือ เหตุใดจึงควรเดินหน้าโครงการ? หลักการที่ควรใช้ในกรณีเช่นนี้คือ หลักการป้องกันไว้ก่อน โดยเฉพาะเมื่อผลกระทบอาจเกิดกับระบบแม่นํ้าข้ามพรมแดน ชุมชนหลายพันคน ระบบ ประมง และพื้นที่นํ้าท่วมซํ้าซาก
การบอกว่าจะศึกษาเพิ่มเติมในช่วงดําเนินการกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ เดินหน้าโครงการ แต่ควรเป็นเหตุผลให้หยุดหรือชะลอโครงการ จนกว่าข้อมูลจะครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดเผยเป็นภาษาไทยต่อประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ
10 การเปิดเผยข้อมูลภาษาไทยและการมีส่วนร่วมของชุมชนยังเป็นเงื่อนไขสําคัญที่ยังไม่ครบ
ข้อสรุปเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและเครือข่ายมหาวิทยาลัยระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับรายงาน TbEIA ของเขื่อนพูงอยยังเข้าถึงได้ไม่ง่ายสําหรับประชาชนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม และนักวิชาการในจังหวัด อุบลราชธานี และแม้มีข้อมูล ก็มักอยู่ในภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่ภาษาที่ประชาชนไทยจํานวนมากเข้าใจได้สะดวก (Ubon Ratchathani University et al., 2024/2567, หน้า 6–7) เอกสารดังกล่าวเสนอว่า ข้อมูลภาษาอังกฤษ ทั้งหมดในรายงาน TbEIA ควรถูกแปลเป็นภาษาไทย รวมถึงบทสรุปสาระสําคัญเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดน และควรมีแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย (Ubon Ratchathani University et al., 2024/2567, หน้า 7–8)
นี่คือประเด็นพื้นฐานด้านความเป็นธรรม ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายได้ หากพวกเขาไม่ สามารถเข้าถึงข้อมูล หรือไม่เข้าใจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง การแปลข้อมูลเป็นภาษาไทยไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการตัดสินใจที่เป็นธรรม
11 ประโยชน์ด้านไฟฟ้าไม่อาจกลบความเสี่ยงทางสังคมและนิเวศได้
เขื่อนพูงอยถูกนําเสนอว่าเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อการส่งออก โดยรายงาน EIA ระบุว่าโครงการมีกําลังผลิต ติดตั้ง 728 เมกะวัตต์ และผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปี 3,625 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ในรายละเอียดโครงการ (TEAM Consulting Engineering and Management PCL & LTEAM Consulting Sole Co., Ltd., 2022/2565, หน้า 3-7–3-8)9
อย่างไรก็ตาม คําถามสําคัญไม่ใช่เพียงว่าโครงการผลิตไฟฟ้าได้เท่าใด แต่คือ ใครได้ประโยชน์ และใครแบกรับ ต้นทุน หากไฟฟ้าถูกส่งออก แต่ชุมชนริมแม่นํ้าต้องรับความเสี่ยงจากนํ้าเท้อ นํ้าท่วม การเปลี่ยนแปลงแม่นํ้า การ ลดลงของประมง และการสูญเสียวัฒนธรรม โครงการนี้ก็ไม่เป็นธรรม
พลังงานสะอาดไม่ควรหมายถึงการเสียสละแม่นํ้าและชุมชนริมแม่นํ้า โครงการหนึ่งอาจถูกนําเสนอว่าคาร์บอนตํ่า แต่ก็ยังสามารถสร้างความเสียหายทางสังคมและนิเวศอย่างลึกซึ้งได้ หากทําลายความเชื่อมโยงของแม่นํ้าและวิถี ชีวิตของผู้คน
บทสรุป: เอกสารเพิ่มเติมทําให้ข้อคัดค้านหนักแน่นขึ้น ไม่ใช่อ่อนลง
เมื่ออ่านรายงาน EIA และเอกสารเพิ่มเติมของผู้พัฒนาโครงการร่วมกัน ข้อสรุปสําคัญคือ เขื่อนพูงอยยังไม่ควรถูก สร้างขึ้น
หนึ่ง รายงาน EIA ระบุชัดว่าโครงการมีผลกระทบข้ามพรมแดน และจะทําให้เกิดการท่วมขังตามแม่นํ้าโขงและลํา นํ้าสาขา รวมถึงแม่นํ้ามูลบริเวณแก่งตะนะ
สอง เอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่า แก่งตะนะจะถูกท่วมแม้ในฤดูแล้งภายใต้ระดับเดินเครื่อง +98 เมตร และมาตรการ ลดระดับนํ้าถูกเสนอเฉพาะช่วงเทศกาลท่องเที่ยวสําคัญ เช่น ปีใหม่และสงกรานต์
สาม เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า การเดินเครื่องเขื่อนพูงอยจะทําให้ระดับนํ้าท้ายเขื่อนปากมูลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 เมตร และอาจทําให้กําลังผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลลดลงประมาณ 41%
สี่ มีชุมชนไทยอย่างน้อย 12 แห่ง ประชากร 6,738 คน และ 2,091 ครัวเรือนอยู่ในพื้นที่ศึกษา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ ผลกระทบจากระดับนํ้าที่สูงขึ้น
ห้า เอกสารเพิ่มเติมยอมรับว่ายังต้องมีข้อมูลฐานระดับครัวเรือนเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบต่ออาชีพประชาชน และข้อมูลด้านระบบนิเวศ คุณภาพนํ้า และผลกระทบอื่น ๆ ยังต้องปรับปรุงในกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า
หก ทั้ง EIA และเอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่าพื้นที่โครงการเป็นระบบนิเวศปลาที่สําคัญ โดยพบปลา 162 ชนิดจาก 27 วงศ์ และปลาจํานวนมากเกี่ยวข้องกับการอพยพ โดยเฉพาะกลุ่มปลาขาวที่มี 110 ชนิด หรือประมาณ 68% ของ ชนิดปลาที่พบ
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จุดยืนเชิงนโยบายที่หนักแน่นที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการขอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่ดีขึ้น แต่คือการไม่ควรสร้างเขื่อนพูงอย การปกป้องแม่นํ้าโขงและแม่นํ้ามูลจําเป็นต้องหยุดโครงการเขื่อนใหม่บนแม่นํ้า10 โขงสายหลัก เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาไทย ให้ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ยอมรับความรู้ ท้องถิ่นและความรู้ของผู้หญิง และปรับทิศทางพลังงานไปสู่ทางเลือกที่ไม่ทําลายความเชื่อมโยงของแม่นํ้า ระบบ ประมง และวิถีชีวิตของชุมชน
————–
อ้างอิง
Baird, I.G.; Manorom, K.; Phenow, A. and Gaja-Svasti, S. 2020. Opening the gates of the Pak Mun
dam: Fish migrations, domestic water supply, irrigation projects and politics.
Water Alternatives 13(1): 141-159
Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd. (2023). Supplementary report: Response to concerned issues of Phou Ngoy Mekong Hydroelectric Power Project. Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd.
Soukhaphon, A., & Baird, I. G. (2024). Remembering the Mun: Engendering local geographies of resistance to the Pak Mun Dam. Gender, Place & Culture, 31(11), 1562– 1582. https://doi.org/10.1080/0966369X.2024.2312366
Tuantong Jutagate, Chaiwut Krudpan, Praneet Ngamsnae, Kanjana Payooha, and Thanatip Lamkom. 2003. “Fisheries in the Mun River: A One-Year Trial of Opening the Sluice Gates of the Pak Mun Dam, Thailand”. Agriculture and Natural Resources 37 (1). Bangkok, Thailand:101-16. https://li01.tci-thaijo.org/index.php/anres/article/view/242792.
TEAM Consulting Engineering and Management PCL, & L TEAM Consulting Sole Co., Ltd. (2022). Environmental and social impact assessment report: Volume 1 of 10: Environmental impact assessment: Phou Ngoy Hydroelectric Power Project, Lao PDR: Draft final report (2nd revised). Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd.
Ubon Ratchathani University, Mae Fah Luang University, Chulalongkorn University, Thammasat University, & Nakhon Phanom University. (2567). Science and policy interface: People engagement in environmental action for the Mekong sustainability: A case of Phou Ngoy dam [Policy brief]. https://bkktribune.com/workshop-policy-brief-science-and-policyinterface-people-engagement-in-environmental-action-for-the-mekong-sustainability-acase-of-phou-ngoy-dam/
คณะกรรมาธิการเขื่อนโลก. (2000). เขื่อนและการพัฒนา: กรอบแนวคิดใหม่สําหรับการตัดสินใจ: รายงานของ คณะกรรมาธิการเขื่อนโลก. Earthscan.