
เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2538 กัมพูชา สปป.ลาว ไทย และเวียดนาม ได้ร่วมลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ณ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย นับถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 31 ปีของความพยายามร่วมกันในการดูแลแม่น้ำโขงในฐานะทรัพยากรสาธารณะของภูมิภาค
แม่น้ำโขงเป็นสายเลือดหลักของผู้คนกว่า 69 ล้านคน เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของโลก และเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แม่น้ำโขงได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำสายหลัก ซึ่งมีการก่อสร้างแล้วอย่างน้อย 14 แห่ง และยังมีแผนเพิ่มเติมอีกหลายโครงการ รวมถึงโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดในรูปของการลดลงของทรัพยากรประมง การเปลี่ยนแปลงของระบบตะกอน การกัดเซาะตลิ่ง และการสั่นคลอนวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ภาคประชาชนได้ตรวจพบการขยายตัวของกิจกรรมเหมืองแร่ ทั้งแร่แรร์เอิร์ท ทองคำ แมงกานีส และแร่สำคัญอื่น ๆ จำนวนมากในพื้นที่ต้นน้ำและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยมีทั้งเหมืองที่ได้รับอนุญาตและเหมืองที่อยู่นอกการกำกับดูแล เหมืองเหล่านี้จำนวนมากขาดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอ ส่งผลให้สารพิษและโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำ ก่อให้เกิดปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
หลักฐานการตรวจวัดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงแนวแม่น้ำโขงบริเวณชายแดนไทย-ลาว พบค่iาการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู เกินมาตรฐานของประเทศไทยและองค์การอนามัยโลก (WHO) ในหลายจุด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มีความรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน คุณภาพน้ำ และความยั่งยืนของระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขงทั้งหมด
เนื่องในโอกาสวันแม่น้ำโขง ซึ่งในปีนี้ MRC ได้กำหนดหัวข้อ “Together, Protect Water Quality for Shared Prosperity” เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง ขอเรียกร้องต่อ MRC และรัฐบาลประเทศสมาชิกทั้งสี่ รวมถึงประเทศต้นน้ำที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เมียนมา และจีน ให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ดังต่อไปนี้
1 ให้มีการยกระดับและดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ครอบคลุมทั้งแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนและจุดบรรจบของลำน้ำสำคัญ พร้อมทั้งพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อเสริมสร้างการรับรู้และการป้องกันในระดับชุมชน
2 ให้ MRC และรัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขง ยอมรับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่เป็นวาระเร่งด่วนระดับภูมิภาค และเร่งดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อควบคุม กำกับ และยุติแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยยึดหลักความรับผิดชอบและความโปร่งใส
3 ให้ทบทวนและยุติแผนการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และหันไปส่งเสริมนโยบายพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เพื่อลดผลกระทบสะสมต่อระบบนิเวศและภาระต่อประชาชนในภูมิภาค
เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลประเทศสมาชิก MRC รวมถึงประเทศต้นน้ำ จะตระหนักถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ และร่วมกันปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไปในลุ่มน้ำโขง
ดังเจตนารมณ์ของความตกลงแม่น้ำโขง ที่มุ่ง “ตอบสนองความต้องการ ควบคู่กับการรักษาสมดุล” และ “เสริมพลังให้คนรุ่นใหม่”
5 เมษายน 2569
เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง Thai People’s Network for the Mekong
ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ
สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน
สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
กลุ่มรักษ์เชียงของ
กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง
มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)
สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
สมาคมฮักแม่น้ำโขง
กลุ่มฮักเชียงคาน
กลุ่มฮักแม่น้ำเลย
เครือข่ายสบู่ธรรมชาติเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเชียงราย
บริษัท เดอะ แพสชั่นฟรุต แอนด์ เฟรนด์ สตูดิโอ
โกรวโฮมสเตย์แอนด์สเปซ
กลุ่มศิลปินและนักจัดการศิลปะ เอเวอร์รี่แวร์ แกลเลอรี
Statement to the Mekong River Commission On Mekong Day, 5 April 2026
On 5 April 1995, Cambodia, Lao PDR, Thailand and Viet Nam signed the Agreement on Cooperation for the Sustainable Development of the Mekong River Basin in Chiang Rai, Thailand. Thirty-one years on, this agreement remains a cornerstone of regional cooperation to safeguard the Mekong as a shared public resource.
The Mekong River is the lifeline of more than 69 million people. It is one of the world’s most biodiverse river systems and a foundation of food security, economic stability, and cultural identity across the region. Yet over the past two decades, the Mekong has undergone profound transformation. Large-scale hydropower development along the mainstream has already resulted in at least 14 dams, with several more planned, alongside major water diversion schemes. These developments have significantly altered river flows, reduced fish stocks, disrupted sediment transport, accelerated riverbank erosion, and undermined the livelihoods of river-dependent communities.
Compounding these challenges, since 2025 civil society has documented a rapid expansion of mining activities in the upper Mekong basin and its tributaries, including rare earth elements