สรุปคำพิพากษาศาลปกครองกลางใน คดีที่กลุ่ม 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงฟ้องคดีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี โดย เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง

12489834_10207581410789280_118192169_o

เรื่อง: คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

วันที่:  25 ธันวาคม 2558

คู่ความ:

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้วและพวก 36 คน      /  ผู้ฟ้องคดี

ระหว่าง

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ ๑

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่ ๒

กระทรวงพลังงาน ที่ ๓                                                                                        /  ผู้ถูกฟ้องคดี

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๔

คณะรัฐมนตรี ที่ ๕

 


ส่วนสรุปโดยย่อ:
ส่วนที่ 1: บทนำและข้อเท็จจริงสกัดมาจากศาลปกครองชั้นต้นและคำขอของผู้ฟ้องคดี
ส่วนที่ 2: คำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี
ส่วนที่ 3: คำแถลงของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี
ส่วนที่ 4: คำวินิจฉัยของศาล

ส่วนที่ 1: บทนำและข้อเท็จจริงสกัดมาจากศาลปกครองชั้นต้นและคำขอของผู้ฟ้องคดี

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ได้มีการฟ้องต่อศาลปกครองในคดีที่เกี่ยวกับเขื่อนไซยะบุรี โดยในคำฟ้องนั้นมีผู้ฟ้องคดีร่วมกันประมาณ 80 รายจาก 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงของประเทศไทย พร้อมทั้งอีก 1,000 รายชื่อที่สนับสนุนการฟ้องคดีนี้ เนื่องจากประเทศไทยทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าผลิตจากเขื่อนไซยะบุรีถึง 95% ภายหลังการก่อสร้างเสร็จ

สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นการลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัด เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 โดยการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้นไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญไทยและความตกลงว่าด้วยการร่วมมือการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงแบบยั่งยืน หรือ ‘‘ความตกลงแม่น้ำโขง” ซึ่งรวมถึงระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedure for Notification Prior Consultation and Agreement : PNPCA) ในขณะที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะได้รับการลงนามก็ต่อเมื่อพันธกรณีระดับภูมิภาคได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นเสียก่อน แต่ประเทศไทยกลับเดินหน้าลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยที่กระบวนการการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลงยังไม่แล้วเสร็จ และยังก่อนที่ประเทศลาวจะให้รายงานการศึกษาและข้อมูลที่ร้องขอโดยประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ฟ้องคดีมีความเป็นห่วงต่อผลกระทบที่ตามมาภายหลังการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี เช่น การสูญพันธุ์ของปลาและตะกอนดิน เช่นเดียวกับผลกระทบทางความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร น้ำแล้ง เกษตรกรรมและอุทกภัย

ผู้ฟ้องคดีประสงค์ที่จะฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีใน 3 มูลเหตุ อันได้แก่ 1) สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัดนั้นไม่สมบูรณ์ 2) ละเลยการปฏิบัติตามกระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลงรวมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายในประเทศ และ 3) การอนุมัติของคณะรัฐมนตรีให้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไซยะบุรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 ศาลปกครองไม่รับพิจารณาคดี เพราะไม่มีเขตอำนาจโดยอาศัย 3 มูลเหตุดังต่อไปนี้

1. ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้เสียหายตามเงื่อนไขและข้อปฏิบัติตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ก่อนที่จะลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าซึ่งอยู่ในชั้นของภายปกครองภายในอยู่
2. สัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้นผูกพันเฉพาะคู่สัญญาระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัด ดังนั้นบุคคลภายนอกเช่นผู้ฟ้องคดีไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
3. แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะไม่ได้ปฏิบัติตามกระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง แต่กระบวนการเช่นว่านั้นไม่ถือว่าเป็นการกระทำทางปกครอง ศาลจึงไม่มีเขตอำนาจพิจารณาได้

ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556 และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 โดยเห็นว่าศาลมีอำนาจพิจารณาคดี โดยเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการมีส่วนร่วมที่ไม่ครบถ้วน และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายตามมาตรา 9 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงและน่าจะได้รับผลกระทบจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพราะต้องอาศัยและพึ่งพิงจากแม่น้ำโขง ผู้ฟ้องคดีจึงควรมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการคุ้มครอง ส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อความยั่งยืน ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้เสียหายหรือน่าจะเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการละเลยปฏิบัติตามกฎหมายเช่นว่านั้น จึงย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรค 1 แม้ว่าจะหมดอายุของการฟ้องคดีไปแล้ว แต่ว่าคดีดังกล่าวเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงรับไว้พิจารณาได้ตามมาตรา 42 วรรค 2 ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษาให้รับฟ้องเฉพาะประเด็นที่ว่าการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีให้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไซยะบุรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกเหนือจากนั้นเห็นตามศาลปกครองชั้นต้น

12490050_10207581410869282_1094240883_o

ส่วนที่ 2: คำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าตนได้ปฏิบัติตามกฎหมายทั้งภายในและระหว่างประเทศแล้ว โดยได้มีการจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศถึง 3 ครั้ง และเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับเขื่อนไซยะบุรีเท่าที่ได้รับอนุญาตจากบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัด นอกจากนี้ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ www.eppo.go.th ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อีกทั้งรัฐบาลลาวยังได้แจ้งแก่ผู้ถูกฟ้องคดีว่ากระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลงของโครงการไฟฟ้าพลังนาไซยะบุรีได้เสร็จสมบูรณ์ตามข้อกำหนดของความตกลงแม่นํ้าโขงแล้ว และรัฐบาล สปป.ลาว ยืนยันการใช้เอกสิทธิที่จะดำเนินโครงการดังกล่าวตามอำนาจอธิปไตยของตน ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงได้มีหนังสือไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยว่าคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้บรรลุได้ดำเนินการตามเงื่อนไขมติครบล้วนแล้ว คือ 1) กระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลงเสร็จสิ้นแล้วตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแจ้งมา 2) สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจพิจารณาและให้ความเห็นร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีแล้ว 3) ผู้ได้มีการดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังนาไซยะบุรี ในเว็บไซต์และในระบบเครือข่ายสารสนเทศที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดให้มีขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว

ส่วนที่ 3: คำแถลงของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธคักราช 2550 อีกทั้งไม่ได้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับเขื่อนไซยะบุรีอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและประเด็นสุขภาพ เช่นเดียวกันกับการรับฟังความคิดเห็น โดยเวทีการประชุมรับฟังความคิดเห็นทั้ง 3 แห่งที่จัดขึ้นนั้นสะท้อนว่าข้อมูลนั้นยังไม่มีความเพียงพอต่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ชุมชนได้เรียกร้องข้อมูล อาทิ การจัดเก็บข้อมูล รายงานศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน การโยกย้ายถิ่นฐานและผลกระทบทางสังคม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวต้องได้รับการยินยอมจากบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัดเสียก่อนจึงจะเปิดเผยได้ แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ถึงแม้ว่าข้อมูลบางส่วนจะได้มีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์แล้ว แต่ก็เป็นการหาข้อมูลได้อย่างจำกัดและเข้าถึงได้ยาก ผู้ถูกฟ้องคดีต้องปฏิบัติการตามกฎหมายเพี่อให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนรับทราบ และการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการควบคุม ให้หน่วยงานในสังกัดได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามขั้นตอนแต่กลับไม่ดำเนินการดังกล่าว แต่อย่างใด

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การเพิ่มเติมว่ารายงานที่ร้องขอนั้นเป็นของจากบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัด ไม่มีใครที่จะเปิดเผยข้อมูลนั้นได้หากไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัทเสียก่อน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเพียงแค่ผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ไม่ใช่เจ้าของโครงการ จึงไม่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็น และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการไฟฟ้าพลังนํ้าไซยะบุรีผ่านทางเว็บไซด์ของบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัดสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างเพียงพอและเหมาะสมแล้วจึงไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิ โดยที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้กำหนดวิธีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นการเฉพาะเจาะจง ดังนั้นการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์จึงเป็นช่องทางที่ทั่วถึงและเร็วที่สุดโดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเวลา แม้ว่าโครงการนี้จะไม่ได้เป็นของประเทศไทย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้ดำเนินการอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการเผยแพร่และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อที่จะรวบรวมความกังวลและมาตรการเยียวยาจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบเพื่อที่ว่าจะได้นำเสนอต่อเจ้าของโครงการให้ได้รับทราบต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวได้มาตรฐานและไม่แตกต่างจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ส่วนที่ 4: คำวินิจฉัยของศาล

ศาลออกนั่งพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงจากคู่ความ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติกรณีการดำเนินการสัญญาชื้อขายไฟฟ้าเขื่อนไชยะบุรีหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินการสัญญาชื้อขายไฟฟ้าเขื่อนไซยะบุรีบนเว็บไซด์ www.eppo.go.th และบนเว็บไซด์ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถือได้ว่าได้มีการเผยแพร่ขอมูลการดำเนินการสัญญาชื้อขายไฟฟ้า เขื่อนไซยะบุรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 5 (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี) จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กรณีการดำเนินการสัญญาชื้อขายไฟฟ้าเขื่อนไชยะบุรี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกระทรวงพลังงาน) จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามมติของคณะรัฐมนตรีและดามรัฐธรรมนูญ กรณีการดำเนินการสัญญาชื้อขายไฟฟ้าเขื่อนไชยะบุรีเช่นกัน นอกจากนี้ การดำเนินการสัญญาชื้อขายไฟฟ้าเขื่อนไซยะบุรีไม่ใช่โครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีการดำเนินการสัญญาชื้อขายไฟฟ้าเขื่อนไซยะบุรี และไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ ในกรณีดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedure for Notification Prior Consultation and Agreement : PNPCA) เกี่ยวกับการปรึกษาหารือล่วงหน้ากรณีการดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีแล้ว โดยไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ในกรณีดังกล่าว

วันที่ 25 ธันวาคม 2558 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดี เวลา 9.00 น. ผลการพิจารณาคดีคือ พิพากษายกฟ้อง

————————–

ดาวโหลด PDF ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ

————————–

NO COMMENTS

Leave a Reply