คดีเขื่อนไซยะบุรี

FB_IMG_1449072498101

ลำดับเหตุการณ์:

พฤษภาคม 2550 – รัฐบาลลาวลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ของไทยเพื่อพัฒนาโครงการเขื่อนไซยะบุรี

ตุลาคม 2553 – เขื่อนไซยะบุรีเริ่มขั้นตอนการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation, and Agreement – PNPCA) โดยเขื่อนไซยะบุรีเป็นโครงการแรกที่มีการจัดทำกระบวนการ PNPCA

ปลายปี 2553 – บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เริ่มดำเนินการตามโครงการเขื่อนไซยะบุรี ทั้งนี้ตามข้อมูลในรายงานประจำปี 2553 ซึ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในปีต่อมา

ตุลาคม 2554 – การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด เพื่อจัดซื้อไฟฟ้า 95% จากเขื่อนไซยะบุรี

ธันวาคม 2554 – มีการตีพิมพ์เผยแพร่และรับรองแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าทางเลือกขององค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 200 แห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มเติม และไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมในพลังงานถ่านหินหรือนิวเคลียร์ แผนการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรีในแม่น้ำโขงไม่ได้มีความจำเป็นต่อความต้องการด้านพลังงานในอนาคตของไทย และการลงทุนด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนร่วม จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของผู้บริโภคได้ 12% ภายในปี 2563 และช่วยให้ประหยัดการลงทุนไปได้สองแสนล้านบาท

7 สิงหาคม 2555 – มีการฟ้องคดีกับศาลปกครอง

7 พฤศจิกายน 2555 – รัฐบาลลาวทำพิธีเปิดโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีอย่างเป็นทางการ ซึ่งในขณะนั้นการก่อสร้างได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว
กรกฎาคม 2555 – รัฐบาลลาวประกาศผ่านหนังสือพิมพ์ Vientiane Times ว่ามีการปรับปรุงการออกแบบเขื่อนไซยะบุรีเพื่อแก้ปัญหาข้อกังวลผลกระทบข้ามพรมแดน แต่ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลการออกแบบดังกล่าวกับทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือสาธารณะ จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2558 ยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลการออกแบบใหม่ของเขื่อนไซยะบุรีต่อสาธารณะแต่อย่างใด

กุมภาพันธ์ 2556 – ศาลปกครองไม่รับฟ้องคดี ให้เหตุผลว่าไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล

มีนาคม 2556 – โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์อย่างเป็นทางการต่อศาลปกครองสูงสุด

24 มิถุนายน 2557 – ศาลปกครองสูงสุดรับพิจารณาคดี

17 ตุลาคม 2557 – ชุมชนในประเทศไทยขอให้ศาลปกครองออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ยุติการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีระหว่างรอคำสั่งศาล

พฤศจิกายน 2557 – รองประธานอาวุโสของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีแจ้งกับสื่อมวลชนว่า การก่อสร้างของโครงการนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว 45 %

24 กรกฎาคม 2558 – โจทก์ยื่นคำให้การเป็นครั้งสุดท้ายต่อศาล

30 พฤศจิกายน 2558 – กำหนดวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครอง

ข้อมูลพื้นฐานของคดี:

ในปี 2554 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อจัดซื้อไฟฟ้า 95% จากเขื่อนไซยะบุรี โดยผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานในประเทศไทย

โจทก์ 37 คนซึ่งเป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแปดจังหวัดริมน้ำโขงในประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายถึงอุบลราชธานีฟ้องคดีต่อหน่วยงานของรัฐห้าแห่ง รวมทั้งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ในคำฟ้องระบุว่าการให้ความเห็นชอบต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและความตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 โดยเป็นการให้ความเห็นชอบต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกฟผ.และบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ทั้งที่ยังไม่มีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และไม่มีการปรึกษาหารือในประเทศไทย ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลปกครองสูงสุดได้รับพิจารณาคดีนี้เมื่อเดือนมิถุนายน 2557

ในการรับฟ้องคดี ศาลให้เหตุผลว่าชุมชนในประเทศไทยมี “สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์บำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม”

เป็นคดีที่มีนัยสำคัญเพราะเป็นการยอมรับและวิเคราะห์ถึงผลกระทบข้ามพรมแดนของเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลลาวและผู้พัฒนาโครงการปฏิเสธอย่างต่อเนื่องว่าไม่มีผลกระทบดังกล่าว

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเขื่อนไซยะบุรี:

เขื่อนไซยะบุรีขนาด 1,285 เมกะวัตต์ เป็นโครงการเขื่อนแห่งแรกในแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง เริ่มการก่อสร้างเมื่อปลายปี 2553 แม้จะยังไม่มีความเห็นชอบร่วมกันระหว่างประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างทั้งสี่ และยังไม่มีกระบวนการปรึกษาหารือภูมิภาค เป็นโครงการของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัทก่อสร้างใหญ่สุดแห่งหนึ่งของไทย โดยได้รับทุนสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์หกแห่งของไทย และหน่วยงานผลิตไฟฟ้าของไทย คือกฟผ. ซึ่งมีการลงนามความตกลงจัดซื้อไฟฟ้า 95% ที่เขื่อนผลิตได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานในไทยมีข้อสรุปว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากเขื่อนเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าเขื่อนแห่งนี้จะทำให้เกิดกำไรมหาศาลกับบริษัทและรัฐบาลลาว เขื่อนไซยะบุรีจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อระบบนิเวศที่ซับซ้อนและหลากหลายของแม่น้ำโขง ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงด้านอาหารและอาชีพทั่วทั้งภูมิภาค โครงการนี้ดำเนินการต่อไปท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแน่นจากรัฐบาลประเทศด้านท้ายน้ำรวมทั้งกัมพูชาและเวียดนาม และชุมชนริมฝั่งน้ำและพลเมืองที่มีความใส่ใจทั่วทั้งภูมิภาค เนื่องจากเป็นโครงการแรกซึ่งจัดทำขึ้นในแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง จึงนับเป็นสัญญาณอันตรายว่าจะมีการสร้างเขื่อนเพิ่มเติมอีกในแม่น้ำโขง

NO COMMENTS

Leave a Reply