ผู้เชี่ยวชาญชี้ ไร้ผลกระทบข้ามพรมแดนและไม่ชัดเรื่องผลกระทบจากปลา คนเชียงคานชัด ไม่ต้องการเขื่อนน้ำโขง เหตุขื่อนจีนและไซยะ ทำเศรษฐกิจท้องถิ่นพัง!

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557ที่หอประชุมอำเภอเชียงคาน จ.เลย ชาวบ้านมากกว่า 300 คน เข้าร่วมเวทีให้ข้อมูลกรณีเขื่อนดอนสะโฮง พิธีเปิดมีการแสดงวัฒนธรรมรำไทพวนและผีตาโขน พร้อมมอบพวงมาลัยและข้าวหลามต้อนรับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยและอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำที่เดินทางมาเป็นประธานในเวที

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมน้ำกล่าวว่า “การจัดเวทีในวันนี้เป็นไปตามข้อตกลงแม่น้ำโขง ปี 2538 เกี่ยวกับการรับฟังเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำได้จัดมาแล้วตั้งแต่อุบลราชธานี – หนองคาย ซึ่งมีพี่นองประชาชนได้เข้ามาแสดงความกังวล ข้อมูลเป็นจำนวนมาก กรมน้ำยืนยันว่าจะเอาความคิดเห็นเหล่านี้ไปรวบรวมและนำเสนอในฐานะประเทศไทย นอกจากนี้เป็นที่ทราบกันว่า เรื่องปัญหาน้ำในภาคอีสาน ซึ่งเราอยู่ติดแม่น้ำโขง แม่น้ำสาขาต่างๆ ไหลลงแม่น้ำโขง แต่เราไม่ได้มีการจัดการเพื่อที่จะน้ำเข้ามาใช้เพื่อการเกษตร ภาคอีสานมีพื้นที่เกษตรกรรรม 60 ลานไร่ แต่มีพื้นที่ชลประทานเพียง 7 ล้านไร่ ตอนนี้ในเพื่อนบ้านมีการสร้างโครงการในแม่น้ำโขง ประเทศไทยก็ไม่แน่ว่า ในอนาคตเราอาจจะเอาน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ได้เช่นกัน ตอนนี้ทางกรมทรัพยากรน้ำก็ได้มีการทำการศึกษาอยู่ ซึ่งเห็นว่า จ.เลย เป็นจุดที่ดีที่สุดที่จะผันน้ำเรียกว่า Gravity คือ จังหวัดเลย ซึ่งในอนาคตถ้ามีการศึกษารายละเอียดและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะได้มาแจ้งให้พี่น้องทราบอีกครั้งหนึ่ง

คุณนวลลออ จากกรมทรัพยากรน้ำ ได้เป็นผู้ให้ข้อมูลกระบวนการรับฟังและปรึกษาหารือล่วงหน้า ตามข้อตกลงของแม่น้ำโขงปี 2538 “การให้ข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ ที่มีข้อเสนอแนะ จะนำเอาข้อมูลไปรวมกับเวทีอื่นๆ มีเวทีสุดท้ายเพื่อประมวลและเสนอความเห็นในครั้งหนึ่ง จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมประชุม เวทีในประเทศ เป็นการให้ข้อมูลว่า มันเกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไร, ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงใน 4 ประเทศ คือ การพัฒนาโครงการใดๆ ในสายประธาน เกี่ยวกับ การพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึง โครงการที่จะมีการพัฒนาบนแม่น้ำโขงสายประธาน ต้องคำนึงถึง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายที่ต้องคำนึงคือ ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองทางสิ่งแวดล้อมและในนิเวศวิทยาและ “ความเสียหายที่เกิดขึ้นเจ้าของโครงการต้องรับผิดชอบ” ไม่สามารถละเลยการคุ้มครองทางด้านสิ่งแวดล้อมได้

ดร.มารศรี คำศรี จากสำนักงานเลขาธิการแม่น้ำโขง กรุงเวียงจันทร์ ได้นำเสนอข้อมูลโครงการและข้อคิดเห็นของคณะผู้เชี่ยวชาญของเอ็มอาร์ซีว่า “ผู้เชี่ยวชาญ 8 ท่าน เรื่องการประมงของMRC พบว่า มีข้อกังวลมากถึง 30 ข้อ ที่รายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโครงการไม่สมบูรณ์ตามกรอบของเอ็มอาร์ซี เป็นการศึกษาไม่ครอบคลุม ซึ่งไม่มีผลกระทบข้ามพรมแดนและในรายงานเอกสาร EIA ไม่มีรายละเอียดทั้งแหล่งวางไข่ แหล่งตัวอ่อนของปลา, ในเรื่องทางผ่านปลาที่เสนอ ก็ไม่ได้มีรายละเอียดว่าจะปรับอย่างไร รวมถึงช่องทางผ่านปลา อาหารของปลา ไม่มี รายละเอียดไม่เพียง, ข้อเสนอของ MRC ต้องทำการศึกษาเรื่องปลาเพิ่ม ในช่องอื่น และต้องทำผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะเกิดขึ้นในไทย กัมพูชา เวียดนาม ต้องมีการจะต้องประเมินความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตนั้น รวมไปถึงรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับ กังหันปั่นไฟที่เป็นมิตรกับปลาที่ทางเจ้าของโครงการได้เสนอมา รายงานทางปลาผ่านมีรายละเอียดเพียง 3 แผ่นเท่านั้น

หลังจากนั้นมีการเปิดให้แสดงความคิดเห็นของประชาชาชนที่เข้าร่วม

ประธานหอการค้าจังหวัดเลย กล่าวว่า เมื่อลาวจะเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย เอาเงินไปสร้างพลังงานไปพัฒนาประเทศ แต่เป็นความกังวลใจ ทุกครั้งที่มีการประชุม ลาวจะมีเอกสารมาให้เราตลอด จุดประสงค์ที่เรียกมาคือ อยากให้เป็นไปตามกรอบวิธี ถ้าลาวไม่ยอมทำตามข้อเสนอเรา จะทำอย่างไร สิ่งที่เป็นห่วงคือ คนเข้าร่วมคือ ไม่มีใครอ่าน ผลกระทบตอนนี้คือ ปลาไม่มีแล้ว

ตัวแทนอ.ปากชม กล่าวว่า ไซยะบุรีตอนนี้ น้ำขึ้นลงไม่เป็นเวลา ปกติน้ำลง จะมีการปลูกผัก ส่งออก มีการร่อนทอง ปีที่แล้ว ไม่สามารถร่อนทองได้เลย หาดทรายก็หาย ผลกระทบยังไม่ได้ ผลกระทบหนักคือ 6 ตัวที่สร้างเสร็จแล้ว ผลกระทบที่ร้ายแรงคือ ตลิ่งพังเสียหาย ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ประเทศสมาชิก 4 ประเทศ คงทำไม่ได้ อีกหน่อยคือ จะมีปากลาย เขื่อนสานะคาม เพียง 2 กิโลเมตร ต้องเตรียมตัว เพื่อไม่ให้เขาสร้างเขื่อนตรงนี้ ต่อไปทรายจะน้อยลงแน่แนอน ควรจะมีการกระจายงบประมาณในการบริหารจัดการ

ผู้ใหญ่บ้านน้อย แก่งคุดคู้ ปี 2556 แต่ก่อนไม่ได้คิดว่าจะเอาเขื่อนไม่เอาเขื่อน แต่เมื่อเหตุการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเองที่ผ่านมา เป็นภาพทรงจำที่บอกว่า หาดหินแก้งคุดคู้ ซึ่งเป็นหน้าตาชื่อเสียงเรื่องแหล่งท่องเที่ยวของอ.เชียงคาน เมื่อช่วงหน้าแล้ง สงกรานต์ ปี 2557 หาดหิน 20 ไร่ ได้อันตธานหายไป เพราะน้ำไม่ลด ไม่มีการจัดงานสงกรานต์เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ปกติ รายได้ต่อวันกว่า60 ร้านค้า มีรายได้ 50,000 วัน หรือรวมกันประมาณวันละ 3 ล้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีร้านค้าย่อยๆ ในหมู่บ้านมีที่พักและโฮมสเตย์ ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ปี 2557 หาดทรายไม่โผล่ มีการยกเลิกจัดงานสงกรานต์ มีการยกเลิกการจองที่พักทั้งหมด ชาวบ้านสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก เหตุการณ์เหล่านี้จึงชี้ชัดว่า ปัญหาคือว่า ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ผลกระทบมากจริงๆที่แม้ว่าจะไปสร้างท้ายน้ำโขง ผลกระทบที่ชัดเจนขนาดนี้ พวกเราจึงแน่ใจและชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะที่ใดๆตาม

ในขณะที่ประธานสภาวัฒนธรรมเชียงคาน ผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี ปี 2557 ออกพรรษาเชียงคาน ปรากฏว่า แก่งวัดใหญ่โผล่มา ทำให้ ปี ผลกระทบต่องานประเพณีของเชียงคาน เมืองเชียงคานเป็นเมืองวัฒนธรรมน้ำโขง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเชียงคาน ปลาน้ำโขงก็มีราคาแพงมากขึ้น กระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย ไทเชียงคาน ไม่ต้องการเขื่อน

ภายในเวทีมีการชูป้ายไม่เอาเขื่อน สะท้อนความคิดเห็นและส่งเสียงว่า “ไม่เอาเขื่อนแม่น้ำโขง” ซึ่งเป็นเสียงของประชาชนในเขตอำเภอเชียงคานที่สอดคล้องกับเวทีที่ผ่านมาๆ

NO COMMENTS

Leave a Reply