หายนะของแม่น้ำโขง

DSC_4778

เรื่องโดย สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา

ต้นเดือนธันวาคม 2559 กลุ่มรักษ์เชียงของได้รับการติดต่อจากสายต้นทางเมืองปักกิ่งจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างของจีนว่าขอพบแกนนำและกลุ่มรักษ์เชียงของเพื่อชี้แจงข้อมูลแผนพัฒนาเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และมีการนัดหมายพบพูดคุยกันในวันที่ 23 ธันวาคม 2559

การพบปะเป็นไปอย่างมิตรภาพ แต่เนื้อหาการพูดคุยกันเป็นการคิดในด้านตรงข้ามกันอย่างชัดเจน พวกเขา นำโดยผู้บริหารบริษัท CCCC Second Habor Consultant ขอชี้แจงและบอกว่าได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงในขั้นแรก คือดำเนินการศึกษา การสำรวจและออกแบบ โดยดำเนินการในพื้นที่พรมแดนไทยลาว และในลาว และระบุว่าที่ผ่านมายังไม่มีการสำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่อนุมัติ ในขณะทีมงานของกลุ่มรักษ์เชียงของได้ยืนยันจุดยืนในการรักษาคุณค่าแม่น้ำโขงในฐานะมรดกทางธรรมชาติ

เพียง 5 วันหลังจากนั้น ในวันที่ 27 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบให้มีการสำรวจออกแบบการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือระวางบรรทุก 500 ตัน ต่อเนื่องจากโครงการระยะที่1 ระหว่างปีพ.ศ.2543-2546 ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 20 จุด ยกเว้นแก่งคอนผีหลง ชายแดนไทย-ลาว ระหว่างพื้นที่อำเภอเชียงของกับแขวงบ่อแก้ว แต่เนื่องจากชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านจนรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีมติให้มีการชะลอโครงการจนกว่าการปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ

มติคณะรัฐมนตรีในยุครัฐบาล คสช. ครั้งนี้จึงได้กลายเป็นความความสงสัยปนความตรึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้ง ว่าทำไมรัฐบาลทหารตัดสินใจแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนอย่างสิ้นเชิง

ย้อนหลังไปราวยี่สิบปี เรายังเห็นภาพความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขง ผ่านวิถีของชาวบ้านสองฟากฝั่ง จากการประกอบอาชีพตามฤดูกาล ทำนาหน้าฝน ทำสวนทำไร่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว หาปลาในฤดูร้อนแล้ง ในแม่น้ำโขงยังมีปลาเล็กปลาน้อยหลากชนิด รวมถึงปลาใหญ่น้ำหนัก 30-100 กิโลกรัม เช่น ปลาแข้ ปลาเลิม ปลาบึกน้ำหนักเกิน 100-300 กิโลกรัม คนในหมู่บ้านริมฝั่งโขงมีเรือกันเกือบทุกหลังคา เราจึงเห็นเรือพลุกพล่านอยู่ตามลำน้ำ โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำสาขา บริเวณเกาะแก่งกลางแม่น้ำ ชาวบ้านเรียกว่ารั้งหาปลา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคำว่าระบบนิเวศน์ปากแม่น้ำ กลุ่มเกาะแก่ง จึงมีเรือเรียงคิวชะลอปล่อยตาข่ายดักปลานับร้อยๆลำ มองไปริมฝั่งชาวเห็นชาวบ้านหาบน้ำโขงรดแปลงปลูกผักริมฝั่งโขง

23261

หลังปีพ.ศ.2539 ชาวบ้านสังเกตเห็นแม่น้ำโขงเริ่มผิดปกติโดยไม่มีใครทราบสาเหตุว่าจีนได้เริ่มสร้างเขื่อนแห่งแรกแล้วบนแม่น้ำโขง จนกระทั่งกระแสน้ำผันผวนชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเกิดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนในมณฑลยูนนาน แล้ว 2-3 แห่งตามมา พร้อมกับโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ชาวบ้านริมโขงที่เชียงรายเริ่มรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงตอนบนโดยรวม ปลาหายไปจากแม่น้ำ เรือที่เคยเห็นอย่างพลุกพล่านก็หายไปเช่นกัน

ไก หรือสาหร่ายน้ำโขงชงักการเจริญเติบโต ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยริมชายฝั่ง พังทลายทุกปีและรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อแม่น้ำโขงขึ้นลงเนื่องจากการใช้งานเขื่อนตอนบน ขณะนี้เขื่อนบนแม่น้ำโขงในจีน ถูกสร้างอย่างต่อเนื่องจนดำเนินการแล้วถึง 6 เขื่อน ส่วนทางตอนล่างก็กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ประเทศลาวอีก 3 เขื่อน ได้แก่เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง และเขื่อนปากแบง

เกาะแก่งแม่น้ำโขงอันสลับซับซ้อนในพื้นประเทศจีน ลงมาจนถึงชายแดนพม่า-ลาว ถูกระเบิดทิ้งไปแล้วถึง 20 จุด เรือสินค้าขนาดใหญ่ของจีนระวางบรรทุก 250 ตันก็สามารถเดินทางถึงท่าเรือเชียงแสน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545
15 ปีผ่านไป กลับมีการรื้อฟื้นโครงการระเบิดแก่ง ขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนว่าครั้งนี้มีเงื่อนงำว่าการดำเนินการในขณะนี้เป็นใบสั่งของมหาอำนาจหลังม่านไม้ไผ่ หรือเป็นความตั้งใจของ ไทย ลาว พม่า ในขณะที่ข้อกังวลเดิมๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลงหากมีการเดินหน้าระเบิดเกาะแก่งในระยะที่๒ โดยการระเบิดกลุ่มหินใต้น้ำอีก 51 แห่ง ซึ่งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-ลาว 8 แห่ง รวมถึงการขุดลอกสันดอน และระยะสุดท้ายของการปรับปรุงร่องน้ำฯ คือการทำให้แม่น้ำโขงมีลักษณะคล้ายคลองสำหรับเดินเรือระวางบรรทุก 500 ตัน

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งโขง คือร่องน้ำที่ถูกปรับปรุงยังมีข้อบัญญัติเพื่อความปลอดภัยมีไว้สำหรับการเดินเรือพาณิชย์เท่านั้น ชาวบ้านสองฝั่งโขงต้องยุติการใช้เส้นทางเดินเรือในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บไม้ลอยน้ำ การวางตาข่ายดักปลา ฯลฯ

ระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายระบบนิเวศน์ครั้งใหญ่ ทำลายแหล่งอาศัยของพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ราว 74 ชนิด พรรณพืช 200 ชนิด ทำลายแหล่งอาศัยของนกน้ำ17 ชนิด ที่สำรวจพบโดยงานวิจัยไทบ้าน
โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนสองฝั่งโขง ที่ดำรงวิถีด้วยการพึ่งพาแม่น้ำโขงจากการหาปลา การเกษตรริมโขงในช่วงฤดูแล้ง การค้า การท่องเที่ยวในท้องถิ่น และแม่น้ำโขงที่ถูกทำให้กลายเป็นเพียงเส้นทางเดินเรือ ไม่มีพื้นที่สำหรับคนเล็กคนน้อยอีกต่อไป

นอกจากนี้แล้วระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น เมื่อคนท้องถิ่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไร้ความมั่นคงประเทศชาติจะมั่นคงได้อย่างไร และคงลุกลามไปถึงความไม่มั่นคงของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหากเรือขนาดใหญ่จากประเทศทางตอนบนสามารถเข้ามาเทียบท่าได้ทุกพื้นที่

เรายังมีความหวังหากความกังวลใจ ความห่วงใยของคนในสังคมได้ทำให้เกิดการทวนทวนมติของรัฐบาลไทย การเดินทางโดยเรือทีมีศักยภาพตามฤดูกาล จะกลายเป็นการเดินทางอย่างเป็นธรรมและสันติ
หากการดำเนินการเป็นไปตามข้อเสนอจากผลการสำรวจที่มีความเป็นไปได้ในทางเทคนิค ตัดสินใจด้วยผลประโยชน์ของการลงทุน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นความหายนะ

แก่ง1

————-
ล้อมกรอบ
เสียงจากภาคประชาสังคม
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 จะมีการจัดงานรณรงค์คัดค้านการระเบิดแก่งครั้งใหญ่ ที่บริเวณผาถ่านซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาวเชียงของ โดยจะมีการจัดพิธีกรรมต่างๆทางความเชื่อ และการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับที่จะให้จีนระเบิดแก่ง อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มรักษ์เชียงของได้จัดประชุมหารือกับตัวแทนชาวบ้าน 20 หมู่บ้านและภาคประชาสังคม เช่น ผู้แทนการท่องเที่ยว สภาวัฒนธรรมจังหวัด พระสงฆ์ ซึ่งทุกฝ่ายต่างยืนยันที่จะร่วมกันรณรงค์ ทั้งนี้นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้นำวิศวกรตัวแทนของบริษัท CCCC Second Habor Consultant ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลจีนให้สำรวจและระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย อย่างไรก็ตามตัวแทนบริษัทปฏิเสธที่จะเสนอข้อมูล ข้อคิดเห็น และการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยให้เหตุผลว่าการเดินทางมาครั้งนี้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์

นายเกษม ปันทะยม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง กล่าวว่า ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีน ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบมากอยู่แล้ว ถ้ามีการระเบิดแก่งและขุดขยายร่องน้ำให้เรือพาณิชย์ 500 ตันล่องลงมา ผลกระทบย่อมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันพันธุ์ปลา พืชริมน้ำ สาหร่ายน้ำโขงหรือไกก็เหลือน้อยจนไม่เพียงพอต่อวิถีการหากินของชาวบ้าน และยังเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน รวมทั้งปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตลอดแนวแม่น้ำโขง
นายธันวา เหลี่ยมพันธุ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ไม่เพียงแต่เชียงของที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่ตลอดลุ่มน้ำจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่แค่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเหมือนที่เป็นมา แต่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ กระแสวัฒนธรรมจีนจะเข้ามามีอิทธิพลครอบคลุมวิถีท้องถิ่น โดยคนไทยเป็นคนที่รับวัฒนธรรมใหม่ง่ายอยู่แล้ว ก็จะทำให้รากเหง้าหรือวิถีท้องถิ่นถูกจีนกลืน

นายนวพล อุ่ยอุทัย ตัวแทนชมรมท่องเที่ยวอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง เพราะเป็นการทำลายธรรมชาติ จึงอยากให้รัฐบาลชะลอโครงการเพื่อให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างละเอียด ชัดเจน มีเหตุผลรอบด้าน และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ก่อน เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ปัญหาแม่น้ำโขงให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ยืนยันว่าไม่สนับสนุนการทำลายธรรมชาติ

พระอภิชาติ รติโก เจ้าอาวาสวัดสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ตอนนี้ที่บ้านสบกกเหลือเรือหาปลาเพียง 10 ลำ เพราะนับแต่มีการสร้างเขื่อน ปลาที่สบกกลดจำนวนอย่างรวดเร็ว ส่วนการเดินเรือขนาดใหญ่ที่เชียงแสนก็ส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะแล่นด้วยความเร็วเต็มที่จนเกิดคลื่นใหญ่ซัดตลิ่งพัง ชาวบ้านต้องคอยตะโกนเตือนให้ลดความเร็ว แต่ก็ยังไม่ยอมลดความเร็ว และยังมีคราบน้ำมันเครื่องที่ถูกปล่อยจากเรือ มีซากถุงดำใส่น้ำมันมาติดที่ตลิ่ง มีการทิ้งซากสัตว์ที่ตายระหว่างขนส่งลงในแม่น้ำ แม้ทางผู้นำชุมชนได้เข้าไปที่ท่าเรือเพื่อร้องถึงปัญหาเหล่านี้ แต่ทางท่าเรือก็แจ้งว่าไม่สามารถไปห้ามเรือที่จอดอยู่กลางน้ำได้

นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่าหากผลการศึกษาชี้ชัดว่ากระทบความมั่นคงทางพรมแดนกรมยินดีจะเสนอข้อมูลเข้า ครม.และคิดว่า ครม.คงไม่ผ่าน หลายหน่วยงานก็มีความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเรื่องเส้นเขตแดน เป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่าต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมอยู่แล้ว ขณะนี้ฝ่ายจีนตกลงด้วยแล้วว่ายินดีให้คณะกรรมการร่วมจากฝ่ายไทยร่วมศึกษาข้อมูลด้วยกัน

////////////////////////////////////////////

NO COMMENTS

Leave a Reply