ข้อกังวลของนักวิชาการเรื่องการะเบิดแก่งแม่น้ำโขง ระยะที่ 2 โดย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

1513317_648732081840334_2050139121_n
ฟังเสียงนักวิชาการที่ติดตามจากสถานการณ์การพัฒนาในลุ่มน้ำโขงมาอย่างต่อเนื่อง ต่อกรณีที่รัฐบาลจีนประกาศที่จะมีการระเบิดแก่ง ในระยะที่ 2 เพื่อให้เรือบรรทุกสินค้า ขนาด 500 ตัน สามารถเดินทางไปถึงเมืองหลวงพระบางของประเทศลาวได้ ตามที่สำนักข่าวซินหัวรายงานในเฟสบุคว่า การขุดลอกในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมาได้พัฒนาเส้นทางน้ำของจีนให้ดียิ่งขึ้น ส่วนการขุดลอกระยะที่สองนั้นจะขยายขอบเขตเข้าไปยังประเทศลาว ซึ่งประเทศจีนได้ทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในการปรับปรุงเส้นทางดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2002 ด้วยความร่วมมือในการลาดตระเวนร่วมกันโดยการบังคับใช้กฎหมายจากจีน ลาว พม่า และไทย เป็นประจำทุกเดือน ตั้งแต่ที่ช่องทางนี้ได้ถูกเปิดในปี 2001 ก็มีสินค้ามากกว่าสี่ล้านตันที่ถูกเคลื่อนย้ายผ่านทางแม่น้ำสายนี้ ซึ่งคิดเป็นปริมาณการค้ามากกว่า 3 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่การขนส่งดังกล่าวยังคงมีปัญหาอีกมาก เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ดีและ การใช้ประโยชน์ที่น้อยเกินไป ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตประเทศไทยต่างวิตกกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนริมฝั่งโขงเป็นอย่างมาก ครั้งนี้มีนักวิชาการมีความเห็นต่อกรณีนี้ดังนี้

ระหว่างการระเบิดแก่งอาจใช้เวลาถึง 3 ปี การระเบิดจะทำในฤดูแล้งหลายเดือน จีนจะเปิด-ปิดเขื่อน เพื่อควบคุมกระแสน้ำ โดยอาจจะปิด 3 วัน เพื่อระเบิดแก่ง และอีก 1 วันจะปล่อยน้ำลงมาเพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่ของจีนล่องลงมาที่เชียงแสนได้ การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ระดับน้ำโขงแห้งหนัก และทำให้ระดับน้ำขึ้นลงในแต่ละวันอย่างรวดเร็ว จะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงและชาวบ้านที่อาศัยทรัพยากรจากแม่น้ำโขง
ช่วงที่มีการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงจะทำให้กระแสน้ำโขงเปลี่ยนทิศทางและทำให้ตลิ่งพัง ขณะที่ตะกอนจากพังทลายของตลิ่งและการระเบิดแก่งจะไปทับถมบริเวณที่เป็น deep pool หรือวังน้ำลึกตามลำน้ำโขง ซึ่งวังเหล่านี้คือที่อยู่อาศัยของปลาในฤดูแล้ง และเป็นพื้นที่ทำการประมงของชาวบ้าน ดังเมื่อคราวที่จีนระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วทำให้ตลิ่งแม่น้ำโขงแถบเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่นพังทลาย เนื่องจากกระแสน้ำเปลี่ยนทิศและสร้างความเสียหายแก่พื้นที่เกษตรและบ้านเรือนของชาวบ้านที่ติดกับริมแม่น้ำโขง ขณะที่บริเวณวังน้ำลึกในแม่น้ำโขงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “คก” ที่ลึกหลายสิบเมตร ถูกทับถมด้วยทรายจนปลาไม่สามารถอาศัยได้ และชาวประมงพื้นบ้านต้องสูญเสียพื้นที่ทำการประมง

การควบคุมน้ำจากเขื่อนจีนเพื่อให้มีการระเบิดแก่ง ยังทำให้ “ไกหรือสาหร่ายแม่น้ำโขง” ซึ่งเป็นอาหารและสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจของชุมชนตั้งแต่แม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนพม่า-ลาว , ไทย-ลาว มาจนถึงหลวงพระบาง จะไม่สามารถงอกได้ เพราะน้ำโขงจะขุ่นขึ้นจากการปล่อยน้ำของเขื่อนจีน ในช่วงที่ต้องการเดินเรือ และจากกิจกรรมการระเบิดแก่งและขุดลอกแม่น้ำโขง ซึ่งคาดว่าจะทำให้การเก็บไกลดลงเหลือเพียงร้อยละ 30 จากที่เคยเก็บหาได้ นั่นหมายถึงการที่ชาวบ้านริมฝั่งโขงทั้งในพม่า ไทย และลาว ต้องสูญเสียอาหารและรายได้ทางเศรษฐกิจในช่วงดูแล้งที่มีการระเบิดแก่งในช่วงระยะเวลาถึง 3 ปี อีกทั้งระดับน้ำที่ขึ้น-ลง ไม่ปกติตามธรรมชาติ ยังจะทำให้ไกแห้งตายและก่อให้เกิดปัญหาไกไปติดเครื่องมือหาปลาของชาวบ้านและทำให้เกิดความเดือดร้อนและต้องหาทางกำจัดไกจากเครื่องมือประมงอีก

นอกจากนี้ การระเบิดแก่งจะส่งผลกระทบการประมงของชาวบ้าน ชาวประมงจับปลาอาจจะจับปลาได้น้อยลงถึง 50 % จากที่เคยจับได้ เพราะปลาหลงฤดูจากการที่น้ำโขงผันผวน และผลกระทบนี้จะส่งผลต่อเนื่องยาวไปจนถึงชาวประมงในกัมพูชาอีกด้วย รวมถึง ปลาบึก (Mekong Giant Catfish) ปลาน้ำจืดชนิดหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งพบในแม่น้ำโขงแห่งเดียว และแม่น้ำโขงบริเวณเหนือเชียงของขึ้นไป เช่น ที่บ้านเมืองกาญจน์และเชียงแสน คือแหล่งวางไข่ของปลาบึก ปัจจุบันปลาบึกยังอยู่ในบัญชีรายชื่อสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งยวด critically endangered species ของ IUCN
ในเชิงนิเวศน์ สิ่งที่จะสูญเสียจากการระเบิดแก่งระยะที่ 2 ของจีน คือการสูญเสียระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงที่มีความหลากหลายอย่างถาวร ทั้งแก่งหิน หาดหิน หาดทราย เพราะแม่น้ำโขงถูกทำให้เป็นช่องน้ำลึก ระบบนิเวศน์ที่สูญเสียไปนี้คือแหล่งอาศัยของปลาไม่ต่ำกว่า 88 ชนิด พรรณพืชมากกว่า 65 ชนิดที่ขึ้นตามแก่ง หาด และชายฝั่ง และสูญเสียถิ่นอาศัยสำหรับนกไม่ต่ำกว่า 20 ชนิดข้อมูลตัวเลขชนิดพรรณที่อ้างอิงนี้ นับเฉพาะแม่น้ำโขงแถบเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น เท่านั้น หากสำรวจถึงหลวงพระบางอาจมีมากกว่านี้

นอกจากนี้ยังจะมีปัญหาทางด้านเสียงและคลื่นน้ำต่อชุมชน เนื่องจากเสียงและคลื่นจากการเดินเรือขนาดใหญ่ไปจนถึง 500 ตันของจีน จะทำให้ปลาในแม่น้ำโขงไม่อพยพแล้ว เสียงและคลื่นจากการเดินเรือขนาดใหญ่จะทำให้ชาวประมงไม่สามารถใช้เครื่องมือหาปลาพื้นบ้านได้ และชาวประมงพื้นบ้านรวมทั้งชาวบ้านที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางสัญจรยังต้องเสี่ยงอันตรายจากคลื่นขนาดใหญ่ของเรือสินค้าจีน ดังเช่นที่ชาวบ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสนกำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้

NO COMMENTS

Leave a Reply