วันจันทร์, ธันวาคม 10, 2018

วันที่ 14 มีนาคม 2560

14 มีนาคม 2560 วันหยุดเขื่อนโลกและแสดงการปกป้องแม่น้ำ พวกเรากลุ่มพันธมิตรเพื่อการปกป้องแม่น้ำโขงร่วมกับกลุ่มประชาสังคม ชุมชนจากประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม ขอแสดงความเคารพต่อแม่น้ำโขงที่ได้เกื้อหนุนการดำเนินชีวิตของพวกเรา แม่น้ำโขงเปรียบเสมือน “แม่” ของพวกเราทุกคน เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพและเปรียบเหมือนสิ่งกำหนดชะตาชีวิตหลายล้านคนทั่วทั้งลุ่มน้ำ พวกเราชาวชุมชนลุ่มน้ำโขงได้ทุ่มเทปกป้องรักษาแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นทรัพยากรที่ต้องรักษาไว้เพื่อลูกหลาน


วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560

เราเป็นกลุ่มเครือข่ายชุมชน และภาคประชาสังคมในประเทศไทย ซึ่งมีความกังวลต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการลงทุนของไทยในประเทศเพื่อนบ้าน สอดคล้องกับพันธกิจของไทยที่มีต่อหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Guiding Principles on Business and Human Rights – UNGPs) และสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศฉบับต่าง ๆ เราเรียกร้องรัฐบาลและหน่วยงานของไทยให้กำหนดกลไกที่เข้มแข็ง เพื่อประกันให้เกิดความโปร่งใสและการปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และให้เป็นแนวทางการดำเนินโครงการและธุรกิจในต่างประเทศของวิสาหกิจจากไทย

การลงทุนข้ามพรมแดนของไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นโครงการซึ่งได้รับความสนับสนุนจากรัฐ และโครงการของเอกชน ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเนื่องจากไม่มีการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลมาจากการลงทุนเหล่านั้น โครงการขนาดใหญ่ของไทยซึ่งลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านหลายโครงการ เชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เขื่อนบนแม่น้ำสาละวินของพม่า ไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่จังหวัดเกาะกงและโอดอร์เมียนเจย (อุดรมีชัย) กัมพูชา เหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าที่หงสา เขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนอื่น ๆ บนแม่น้ำโขงในสปป.ลาว

ที่ผ่านมาชุมชนในท้องถิ่นต่างเรียกร้องให้มีการตรวจสอบตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้โดยมีการฟ้องคดีกับศาลไทย และใช้สิทธิของตนตามกลไกทั้งแบบกึ่งทางการและกลไกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ศาล แนวโน้มสำคัญล่าสุดคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้สอบสวนตามข้อร้องเรียนหลายประการเกี่ยวกับการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย และได้จัดทำขั้นตอนปฏิบัติเพื่อกำหนดความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน (extraterritorial human rights obligations – ETOs) อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับทั้งหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่จะต้องปฏิบัติตาม และเพื่อให้มีการตรวจสอบเมื่อเกิดการละเมิดขึ้น ผลจากการสอบสวนเป็นเหตุให้กสม.กำหนดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลไทย เพื่อประกันให้มีการปฏิบัติตามหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติ คณะรัฐมนตรียอมรับตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ตามที่ปรากฏในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เกี่ยวกับความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (Extra-Territorial Obligations – ETOs)/ด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights – B-HR) และเกี่ยวกับการลงทุนในโครงการพัฒนาข้ามพรมแดนของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศได้เรียกประชุมหลายหน่วยงานของรัฐ และมีข้อเสนอแนะว่าให้กำหนดให้มีกลไกเพื่อประกันให้ภาคเอกชนเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นไปตามนัยแห่งหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติ

เราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ และให้กำหนดให้มีกลไกดังกล่าว รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ เพื่อประกันให้สามารถปฏิบัติตามซึ่งหลักการพื้นฐานสามประการ ของหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติ และพันธกรณีของรัฐบาลรวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่จะต้องคุ้มครอง เคารพ และเยียวยา เมื่อเกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนเนื่องจากการลงทุนข้ามพรมแดน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลไทยจะต้อง:
• แสดงความคาดหวังที่ชัดเจนว่าบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจจากไทย ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนในระหว่างการดำเนินงานในต่างประเทศ และให้ดำเนินการเพื่อตรวจสอบ ป้องกัน สอบสวน ลงโทษ และเยียวยาเมื่อเกิดการปฏิบัติมิชอบและการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น
• จัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับพันธกรณีนอกอาณาเขตและการลงทุนข้ามพรมแดน
• ประกันว่าหน่วยงานธุรกิจของไทยกำหนดให้มีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ข้อกำหนดให้มีการตรวจสอบเมื่อมีการลงทุนข้ามพรมแดน และกำหนดให้มีขั้นตอนรับข้อร้องเรียนระดับบริษัท ซึ่งชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานสามารถใช้สิทธิในการร้องเรียนได้
• ดำเนินการเพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธกรณีของหน่วยงานของรัฐ บริษัทซึ่งเป็นผู้รับเหมาจากหน่วยงานของรัฐซึ่งลงทุนในพื้นที่ที่มีสงครามความขัดแย้ง รวมทั้งกำหนดให้มีการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ก่อนจะอนุมัติให้มีการลงทุนนั้น
• กำหนดให้มีหรือพัฒนากลไกรับคำร้องที่เข้าถึงได้และเป็นผลในระดับประเทศ รวมทั้งกลไกของศาลและกลไกอื่น ๆเพื่อการเยียวยาเมื่อเกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นผลมาจากการดำเนินงานของบริษัทจากไทยในต่างประเทศ
• ร่วมมือกับหน่วยงานพหุภาคี ทั้งอาเซียนและธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีและสถาบันอื่น ๆ เพื่อประกันว่าหน่วยงานเหล่านี้ส่งเสริมให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติตามหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติในระหว่างการดำเนินงานของตน
• ต้องมีหลักประกันว่า มาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม จะต้องได้รับการปฏิบัติที่ไม่ด้อยไปกว่ามาตรฐานตามกฎหมายไทยในประเทศที่ไปลงทุนหรือประกอบกิจการ แม้ว่าประเทศนั้นๆจะไม่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามมาตรการดังกล่าวก็ตาม

เห็นชอบโดย

1 เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง The Network of Thai People in Eight Mekong Province
2 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต Living River Siam Association
3 สมาคมสถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง Mekong Community Institute Association
4 สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ The Assembly of NGOs for the Protection and Conservation of Environment and Natural Resources
5 โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง Towards Ecological Recovery and Regional Alliance
6 เสมสิกขาลัย Spiritual Education Movement
7 ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา Karen Studies and Development Center
8 มูลนิธิชีวิตไท Local Act
9 กลุ่มจับตาพลังงาน Energy Watch
10 มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) Sustainable Agriculture Foundation
11 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก Alternative Agriculture Network
12 กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน Land Watch Thai
13 สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา Khao Khu-ha Community Rights Association
14 เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) Network for Community Organization in 7 Mekong Province (E-san)
15 กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Greenpeace Southeast Asia
16 สมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม Human Rights and Environment Promotion Association
17 เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคอีสาน E-san Natural Resources and Environment Network
18 กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา Eco-cultural Study Group
19 มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม. Enlaw.
20 มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน Community Resource Centre Foundation-CRC
21 เครือข่ายชุมชนจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำสาละวิน Salween River Community Network
22 กลุ่มรักษ์แม่น้ำโขง MyMekong
23 โปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Sevana Project
24 ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น Local Community Rights Protection and Recovery Center
25 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Cross Cultural Foundation
26 มูลนิธิบูรณะนิเวศ Ecological Alert and Recovery – Thailand (EARTH)

นักวิชาการ Academia:
1 ดร.สุริชัย หวันแก้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2 ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
3 ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4 สฤณี อาชวนันทกุล
5 อชิชญา อ๊อตวงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

We are a group of non-governmental organizations, community networks and civil society groups from Thailand concerned over the human rights and environmental footprint of Thai investment in neighboring countries. In line with Thailand’s commitment to the United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) and International Human Rights Treaties, we call on the Thai government and state authorities to enact robust mechanisms to ensure that Thai enterprises and/or state- and non-state owned- and/or sponsored-investment act with transparency and in compliance with human rights and environmental standards in the ways in they pursue projects and conduct business abroad.


25 กุมภาพันธ์ 2560

จากเหตุการณ์ที่ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ ได้ร่วมกันออกมาปกป้องและแสดงการคัดค้านการรื้อฟืนโครงการเขื่อนท่าแซะ ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยเกิดเหตุการณ์ ทหารจาก มทบ.ที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ได้เข้าไปในพื้นที่และเชิญตัวแกนนำ 15 คน ที่แสดงเจตนาว่าคัดค้านเขื่อนท่าแซะ อำเภท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในวันที่ 19 ก.พ. 2560 ช่วงเวลา 20.00 น และต่อมามีเหตุการณ์การสกัดกั้นชาวบ้านไม่ให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี ในเย็นวันที่ 20 ก.พ. 2560 ซึ่งถือว่าเป็นการคุกคามสิทธิของชาวบ้านในการที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ต่อมาในวันที่ 24 ก.พ. 2560 มีการเกณฑ์คนสนับสนุนเขื่อนท่าแซะ โดยสั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.ท่าแซะ อ.เมือง และอ.ปะทิว เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นอกจากนั้นแล้วยังมีการส่งทหารลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของชาวบ้านในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนท่าแซะอยู่ตลอดเวลา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.ถึง ปัจจุบันกองกำลังของทหารจากมทบ.ที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ และฝ่ายปกครองในพื้นที่จังหวัดชุมพร ยังคงมีการปฏิบัติการข่มขู่ คุกคาม ขัดขวาง และละเมิดสิทธิชุมชน ต่อกลุ่มชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าตรงกันข้ามกับการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้สนับสนุนและเชียร์เขื่อน ที่ยอมให้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวอย่างโจ่งแจ้ง

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “รัฐกำลังเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ต่อผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านโครงการ” ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน การกระทำเหล่านี้กำลังจะนำไปสู่ความแตกแยกและความเกลียดชังของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดชุมพรด้วยกันเอง โดยใช้เงื่อนไขการผลักดันการสร้างเขื่อนท่าแซะ โดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ และข้อมูลเชิงวิชาการในการตัดสินใจ แต่เป็นการผลักดันโครงการด้วยการใช้อำนาจของทหารและอำนาจจากฝ่ายปกครองในจังหวัด

หากรัฐบาลยังขาดการรับฟังเสียงของประชาชน และใช้วิธีการ ผลักดันโครงการทำให้เกิดความขัดแย้งของชุมชน นำไปสู่ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้น โครงการเขื่อนท่าแซะจะสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน ทั้งหมดนี้คือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และทำลายชาติ บ้านเมือง

ดังนั้นเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ จึงเรียกร้องให้
1.ยกเลิกโครงการเขื่อนท่าแซะ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
2.ยุติการคุกคาม ข่มขู่ ขัดขวาง สิทธิ และเสรีภาพ ของประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องคัดค้านโครงการเขื่อนท่าแซะ
3.หยุดยุยง ปลุกปั่น และการทำงานที่เป็นสองมาตรฐานของทหารและหน่วยงานปกครองจังหวัดชุมพร

เราในนามเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ และภาคีฯ จะร่วมกับพี่น้องกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ คัดค้านโครงการเขื่อนท่าแซะ และร่วมต่อสู้จนถึงที่สุด

ด้วยความสมานฉันท์
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ

รายชื่อแนบท้าย คัดค้านโครงการเขื่อนท่าแซะ
ลงชื่อในนามองค์กร และ เครือข่าย
1.เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน)
2.สถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง (MCI)
5.มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)Thai-Water Partnership
6.สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
7.สถาบันอ้อผะหญา (องค์กรสาธารณะประโยชน์)
8.เครืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง – ล้านนา
9.เครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำแจ่มตอนบน ต.แม่นาจร จ.เชียงใหม่
10.เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก
11.กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่
12.กลุ่มตะกอนยม

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560

กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันนี้เป็นวันแรกของการประชุมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภูมิภาค 2 วันที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) เพื่ออภิปรายผลการศึกษาของ MRC และกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า PNPCA สำหรับเขื่อนปากแบง ซึ่งเป็นเขื่อนแห่งที่ 3 บนแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่าง

องค์กรแม่น้ำนานาชาติ International Rivers ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดต่อสถานการณ์ในแม่น้ำโขง และกระบวนการตัดสินใจการพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำโขง และต้องการเผยแพร่แถลงการณ์ดังต่อไปนี้

BANGKOK, Jan. 26 (Xinhua) — It is too early for some Thai scholars and media sources to oppose the plan to clear islets and rocky outcrops along the Mekong River to boost shipping navigation as there is no clear evidence that such a plan would cause environmental or other damage, an expert on the matter has told Xinhua in an exclusive interview.

15967366_10154114886211689_600511782_o

泰国八省湄公河流域网络喊停对湄公石滩的破坏:保护泰国领土、生态和自然遗产
2016年12月28日

根据2016年12月27日发布的内阁决议,泰国已经批准澜沧江-湄公河流域国际航运发展规划:2015–2025”,该规划为澜沧江-湄公河流域国家之间的国际航道的发展提供指导意见。澜沧江-湄公河航道整治工程前期工作已被指定由泰国海事处实施和协调。

DSC_4778

เรื่องโดย สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา

ต้นเดือนธันวาคม 2559 กลุ่มรักษ์เชียงของได้รับการติดต่อจากสายต้นทางเมืองปักกิ่งจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างของจีนว่าขอพบแกนนำและกลุ่มรักษ์เชียงของเพื่อชี้แจงข้อมูลแผนพัฒนาเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และมีการนัดหมายพบพูดคุยกันในวันที่ 23 ธันวาคม 2559

การพบปะเป็นไปอย่างมิตรภาพ แต่เนื้อหาการพูดคุยกันเป็นการคิดในด้านตรงข้ามกันอย่างชัดเจน พวกเขา นำโดยผู้บริหารบริษัท CCCC Second Habor Consultant ขอชี้แจงและบอกว่าได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงในขั้นแรก คือดำเนินการศึกษา การสำรวจและออกแบบ โดยดำเนินการในพื้นที่พรมแดนไทยลาว และในลาว และระบุว่าที่ผ่านมายังไม่มีการสำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่อนุมัติ ในขณะทีมงานของกลุ่มรักษ์เชียงของได้ยืนยันจุดยืนในการรักษาคุณค่าแม่น้ำโขงในฐานะมรดกทางธรรมชาติ

เพียง 5 วันหลังจากนั้น ในวันที่ 27 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบให้มีการสำรวจออกแบบการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือระวางบรรทุก 500 ตัน ต่อเนื่องจากโครงการระยะที่1 ระหว่างปีพ.ศ.2543-2546 ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 20 จุด ยกเว้นแก่งคอนผีหลง ชายแดนไทย-ลาว ระหว่างพื้นที่อำเภอเชียงของกับแขวงบ่อแก้ว แต่เนื่องจากชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านจนรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีมติให้มีการชะลอโครงการจนกว่าการปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ

มติคณะรัฐมนตรีในยุครัฐบาล คสช. ครั้งนี้จึงได้กลายเป็นความความสงสัยปนความตรึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้ง ว่าทำไมรัฐบาลทหารตัดสินใจแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนอย่างสิ้นเชิง

ย้อนหลังไปราวยี่สิบปี เรายังเห็นภาพความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขง ผ่านวิถีของชาวบ้านสองฟากฝั่ง จากการประกอบอาชีพตามฤดูกาล ทำนาหน้าฝน ทำสวนทำไร่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว หาปลาในฤดูร้อนแล้ง ในแม่น้ำโขงยังมีปลาเล็กปลาน้อยหลากชนิด รวมถึงปลาใหญ่น้ำหนัก 30-100 กิโลกรัม เช่น ปลาแข้ ปลาเลิม ปลาบึกน้ำหนักเกิน 100-300 กิโลกรัม คนในหมู่บ้านริมฝั่งโขงมีเรือกันเกือบทุกหลังคา เราจึงเห็นเรือพลุกพล่านอยู่ตามลำน้ำ โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำสาขา บริเวณเกาะแก่งกลางแม่น้ำ ชาวบ้านเรียกว่ารั้งหาปลา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคำว่าระบบนิเวศน์ปากแม่น้ำ กลุ่มเกาะแก่ง จึงมีเรือเรียงคิวชะลอปล่อยตาข่ายดักปลานับร้อยๆลำ มองไปริมฝั่งชาวเห็นชาวบ้านหาบน้ำโขงรดแปลงปลูกผักริมฝั่งโขง

23261

หลังปีพ.ศ.2539 ชาวบ้านสังเกตเห็นแม่น้ำโขงเริ่มผิดปกติโดยไม่มีใครทราบสาเหตุว่าจีนได้เริ่มสร้างเขื่อนแห่งแรกแล้วบนแม่น้ำโขง จนกระทั่งกระแสน้ำผันผวนชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเกิดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนในมณฑลยูนนาน แล้ว 2-3 แห่งตามมา พร้อมกับโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ชาวบ้านริมโขงที่เชียงรายเริ่มรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงตอนบนโดยรวม ปลาหายไปจากแม่น้ำ เรือที่เคยเห็นอย่างพลุกพล่านก็หายไปเช่นกัน

ไก หรือสาหร่ายน้ำโขงชงักการเจริญเติบโต ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยริมชายฝั่ง พังทลายทุกปีและรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อแม่น้ำโขงขึ้นลงเนื่องจากการใช้งานเขื่อนตอนบน ขณะนี้เขื่อนบนแม่น้ำโขงในจีน ถูกสร้างอย่างต่อเนื่องจนดำเนินการแล้วถึง 6 เขื่อน ส่วนทางตอนล่างก็กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ประเทศลาวอีก 3 เขื่อน ได้แก่เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง และเขื่อนปากแบง

เกาะแก่งแม่น้ำโขงอันสลับซับซ้อนในพื้นประเทศจีน ลงมาจนถึงชายแดนพม่า-ลาว ถูกระเบิดทิ้งไปแล้วถึง 20 จุด เรือสินค้าขนาดใหญ่ของจีนระวางบรรทุก 250 ตันก็สามารถเดินทางถึงท่าเรือเชียงแสน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545
15 ปีผ่านไป กลับมีการรื้อฟื้นโครงการระเบิดแก่ง ขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนว่าครั้งนี้มีเงื่อนงำว่าการดำเนินการในขณะนี้เป็นใบสั่งของมหาอำนาจหลังม่านไม้ไผ่ หรือเป็นความตั้งใจของ ไทย ลาว พม่า ในขณะที่ข้อกังวลเดิมๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลงหากมีการเดินหน้าระเบิดเกาะแก่งในระยะที่๒ โดยการระเบิดกลุ่มหินใต้น้ำอีก 51 แห่ง ซึ่งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-ลาว 8 แห่ง รวมถึงการขุดลอกสันดอน และระยะสุดท้ายของการปรับปรุงร่องน้ำฯ คือการทำให้แม่น้ำโขงมีลักษณะคล้ายคลองสำหรับเดินเรือระวางบรรทุก 500 ตัน

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งโขง คือร่องน้ำที่ถูกปรับปรุงยังมีข้อบัญญัติเพื่อความปลอดภัยมีไว้สำหรับการเดินเรือพาณิชย์เท่านั้น ชาวบ้านสองฝั่งโขงต้องยุติการใช้เส้นทางเดินเรือในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บไม้ลอยน้ำ การวางตาข่ายดักปลา ฯลฯ

ระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายระบบนิเวศน์ครั้งใหญ่ ทำลายแหล่งอาศัยของพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ราว 74 ชนิด พรรณพืช 200 ชนิด ทำลายแหล่งอาศัยของนกน้ำ17 ชนิด ที่สำรวจพบโดยงานวิจัยไทบ้าน
โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนสองฝั่งโขง ที่ดำรงวิถีด้วยการพึ่งพาแม่น้ำโขงจากการหาปลา การเกษตรริมโขงในช่วงฤดูแล้ง การค้า การท่องเที่ยวในท้องถิ่น และแม่น้ำโขงที่ถูกทำให้กลายเป็นเพียงเส้นทางเดินเรือ ไม่มีพื้นที่สำหรับคนเล็กคนน้อยอีกต่อไป

นอกจากนี้แล้วระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น เมื่อคนท้องถิ่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไร้ความมั่นคงประเทศชาติจะมั่นคงได้อย่างไร และคงลุกลามไปถึงความไม่มั่นคงของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหากเรือขนาดใหญ่จากประเทศทางตอนบนสามารถเข้ามาเทียบท่าได้ทุกพื้นที่

เรายังมีความหวังหากความกังวลใจ ความห่วงใยของคนในสังคมได้ทำให้เกิดการทวนทวนมติของรัฐบาลไทย การเดินทางโดยเรือทีมีศักยภาพตามฤดูกาล จะกลายเป็นการเดินทางอย่างเป็นธรรมและสันติ
หากการดำเนินการเป็นไปตามข้อเสนอจากผลการสำรวจที่มีความเป็นไปได้ในทางเทคนิค ตัดสินใจด้วยผลประโยชน์ของการลงทุน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นความหายนะ

แก่ง1

————-
ล้อมกรอบ
เสียงจากภาคประชาสังคม
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 จะมีการจัดงานรณรงค์คัดค้านการระเบิดแก่งครั้งใหญ่ ที่บริเวณผาถ่านซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาวเชียงของ โดยจะมีการจัดพิธีกรรมต่างๆทางความเชื่อ และการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับที่จะให้จีนระเบิดแก่ง อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มรักษ์เชียงของได้จัดประชุมหารือกับตัวแทนชาวบ้าน 20 หมู่บ้านและภาคประชาสังคม เช่น ผู้แทนการท่องเที่ยว สภาวัฒนธรรมจังหวัด พระสงฆ์ ซึ่งทุกฝ่ายต่างยืนยันที่จะร่วมกันรณรงค์ ทั้งนี้นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้นำวิศวกรตัวแทนของบริษัท CCCC Second Habor Consultant ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลจีนให้สำรวจและระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย อย่างไรก็ตามตัวแทนบริษัทปฏิเสธที่จะเสนอข้อมูล ข้อคิดเห็น และการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยให้เหตุผลว่าการเดินทางมาครั้งนี้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์

นายเกษม ปันทะยม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง กล่าวว่า ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีน ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบมากอยู่แล้ว ถ้ามีการระเบิดแก่งและขุดขยายร่องน้ำให้เรือพาณิชย์ 500 ตันล่องลงมา ผลกระทบย่อมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันพันธุ์ปลา พืชริมน้ำ สาหร่ายน้ำโขงหรือไกก็เหลือน้อยจนไม่เพียงพอต่อวิถีการหากินของชาวบ้าน และยังเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน รวมทั้งปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตลอดแนวแม่น้ำโขง
นายธันวา เหลี่ยมพันธุ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ไม่เพียงแต่เชียงของที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่ตลอดลุ่มน้ำจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่แค่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเหมือนที่เป็นมา แต่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ กระแสวัฒนธรรมจีนจะเข้ามามีอิทธิพลครอบคลุมวิถีท้องถิ่น โดยคนไทยเป็นคนที่รับวัฒนธรรมใหม่ง่ายอยู่แล้ว ก็จะทำให้รากเหง้าหรือวิถีท้องถิ่นถูกจีนกลืน

นายนวพล อุ่ยอุทัย ตัวแทนชมรมท่องเที่ยวอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง เพราะเป็นการทำลายธรรมชาติ จึงอยากให้รัฐบาลชะลอโครงการเพื่อให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างละเอียด ชัดเจน มีเหตุผลรอบด้าน และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ก่อน เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ปัญหาแม่น้ำโขงให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ยืนยันว่าไม่สนับสนุนการทำลายธรรมชาติ

พระอภิชาติ รติโก เจ้าอาวาสวัดสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ตอนนี้ที่บ้านสบกกเหลือเรือหาปลาเพียง 10 ลำ เพราะนับแต่มีการสร้างเขื่อน ปลาที่สบกกลดจำนวนอย่างรวดเร็ว ส่วนการเดินเรือขนาดใหญ่ที่เชียงแสนก็ส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะแล่นด้วยความเร็วเต็มที่จนเกิดคลื่นใหญ่ซัดตลิ่งพัง ชาวบ้านต้องคอยตะโกนเตือนให้ลดความเร็ว แต่ก็ยังไม่ยอมลดความเร็ว และยังมีคราบน้ำมันเครื่องที่ถูกปล่อยจากเรือ มีซากถุงดำใส่น้ำมันมาติดที่ตลิ่ง มีการทิ้งซากสัตว์ที่ตายระหว่างขนส่งลงในแม่น้ำ แม้ทางผู้นำชุมชนได้เข้าไปที่ท่าเรือเพื่อร้องถึงปัญหาเหล่านี้ แต่ทางท่าเรือก็แจ้งว่าไม่สามารถไปห้ามเรือที่จอดอยู่กลางน้ำได้

นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่าหากผลการศึกษาชี้ชัดว่ากระทบความมั่นคงทางพรมแดนกรมยินดีจะเสนอข้อมูลเข้า ครม.และคิดว่า ครม.คงไม่ผ่าน หลายหน่วยงานก็มีความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเรื่องเส้นเขตแดน เป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่าต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมอยู่แล้ว ขณะนี้ฝ่ายจีนตกลงด้วยแล้วว่ายินดีให้คณะกรรมการร่วมจากฝ่ายไทยร่วมศึกษาข้อมูลด้วยกัน

////////////////////////////////////////////

krutee

ครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของเรื่องจีน

หากเรามองภาพใหญ่สิบกว่าปีผ่านมาเห็นแล้วว่าจีนมุ่งลงใต้อยู่ตลอด เป็นยุทธศาสตร์ การลงมาของจีนเป็นเรื่องที่มีผลต่อประเทศท้ายน้ำแน่นอน ลงมาทางบกและทางน้ำ มันจะเกิดผลดีผลเสียมากมาย เพราะจีนมีเป้าหมายต้องการรุกทางเศรษฐกิจ จีนต้องการออกสู่อาเซียน เป็น “การพัวพันอย่างสร้างสรรค์” จีนเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็รุกทางเศรษฐกิจ ทางนโยบาย ทางพื้นที่เองเราก็พบว่าเอกชนจีนเข้ามากมายมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตร การค้าขาย การรุกเข้าชมาของจีนสู่ประเทศลุ่มน้ำโขงเห็นชัดเจนแล้วว่ามันเน้นเศรษฐกิจ แต่ลืมสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ จนเกิดผลกระทบกับประชาชน คนเล็กคนน้อย คนชายขอบ การรุกของจีน เราเห็นว่าการค้าก็มาร่วมกับทุนใหญ่ในประเทศ แต่เกิดผลเดือดร้อนต่อคนข้างล่าง จีนต้องการเข้ามาสร้างพื้นที่ผลิตอาหาร ส่งคนในประเทศจีนออกมา มาแย่งชิงพื้นที่ในการเกษตร ทั้งกว้านซื้อ และเช่าที่ดินโดยจีน เราเห็นการใช้ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า เพื่อการเกษตรขนาดใหญ่ ใช้ทรัพยากรมาก มีผลต่อสุขภาพ สุขภาวะ วิถีชีวิตของชาวบ้าน ผลกระทบนี้เราเห็นได้ชัดเจน

 

 

ในวันศุกร์ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC)  จัดประชุมครั้งแรกตามกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าสำหรับโครงการเขื่อนปากแบง เขื่อนแห่งที่สามที่จะก่อสร้างในแม่น้ำโขงสายประธาน ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง เจ้าหน้าที่จากประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทยให้ความเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2559 เพื่อกำหนดวันเริ่มต้นกระบวนการอย่างเป็นทางการ การประชุมเพื่อผลักดันโครงการครั้งนี้เกิดขึ้นสองเดือน หลังจากรัฐบาลลาวแจ้งอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในเดือนพฤศจิกายน ถึงเจตจำนงที่จะเดินหน้าโครงการเขื่อนปากเบง โดยยังไม่มีการเผยแพร่เอกสารโครงการรวมทั้งการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะแต่อย่างใด

จากการประกาศของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง International Rivers มีท่าทีดังต่อไปนี้