วันพฤหัส, กุมภาพันธ์ 22, 2018


25 กุมภาพันธ์ 2560

จากเหตุการณ์ที่ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ ได้ร่วมกันออกมาปกป้องและแสดงการคัดค้านการรื้อฟืนโครงการเขื่อนท่าแซะ ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยเกิดเหตุการณ์ ทหารจาก มทบ.ที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ได้เข้าไปในพื้นที่และเชิญตัวแกนนำ 15 คน ที่แสดงเจตนาว่าคัดค้านเขื่อนท่าแซะ อำเภท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในวันที่ 19 ก.พ. 2560 ช่วงเวลา 20.00 น และต่อมามีเหตุการณ์การสกัดกั้นชาวบ้านไม่ให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี ในเย็นวันที่ 20 ก.พ. 2560 ซึ่งถือว่าเป็นการคุกคามสิทธิของชาวบ้านในการที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ต่อมาในวันที่ 24 ก.พ. 2560 มีการเกณฑ์คนสนับสนุนเขื่อนท่าแซะ โดยสั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.ท่าแซะ อ.เมือง และอ.ปะทิว เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นอกจากนั้นแล้วยังมีการส่งทหารลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของชาวบ้านในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนท่าแซะอยู่ตลอดเวลา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.ถึง ปัจจุบันกองกำลังของทหารจากมทบ.ที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ และฝ่ายปกครองในพื้นที่จังหวัดชุมพร ยังคงมีการปฏิบัติการข่มขู่ คุกคาม ขัดขวาง และละเมิดสิทธิชุมชน ต่อกลุ่มชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าตรงกันข้ามกับการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้สนับสนุนและเชียร์เขื่อน ที่ยอมให้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวอย่างโจ่งแจ้ง

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “รัฐกำลังเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ต่อผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านโครงการ” ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน การกระทำเหล่านี้กำลังจะนำไปสู่ความแตกแยกและความเกลียดชังของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดชุมพรด้วยกันเอง โดยใช้เงื่อนไขการผลักดันการสร้างเขื่อนท่าแซะ โดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ และข้อมูลเชิงวิชาการในการตัดสินใจ แต่เป็นการผลักดันโครงการด้วยการใช้อำนาจของทหารและอำนาจจากฝ่ายปกครองในจังหวัด

หากรัฐบาลยังขาดการรับฟังเสียงของประชาชน และใช้วิธีการ ผลักดันโครงการทำให้เกิดความขัดแย้งของชุมชน นำไปสู่ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้น โครงการเขื่อนท่าแซะจะสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน ทั้งหมดนี้คือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และทำลายชาติ บ้านเมือง

ดังนั้นเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ จึงเรียกร้องให้
1.ยกเลิกโครงการเขื่อนท่าแซะ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
2.ยุติการคุกคาม ข่มขู่ ขัดขวาง สิทธิ และเสรีภาพ ของประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องคัดค้านโครงการเขื่อนท่าแซะ
3.หยุดยุยง ปลุกปั่น และการทำงานที่เป็นสองมาตรฐานของทหารและหน่วยงานปกครองจังหวัดชุมพร

เราในนามเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ และภาคีฯ จะร่วมกับพี่น้องกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ คัดค้านโครงการเขื่อนท่าแซะ และร่วมต่อสู้จนถึงที่สุด

ด้วยความสมานฉันท์
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ

รายชื่อแนบท้าย คัดค้านโครงการเขื่อนท่าแซะ
ลงชื่อในนามองค์กร และ เครือข่าย
1.เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน)
2.สถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง (MCI)
5.มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)Thai-Water Partnership
6.สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
7.สถาบันอ้อผะหญา (องค์กรสาธารณะประโยชน์)
8.เครืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง – ล้านนา
9.เครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำแจ่มตอนบน ต.แม่นาจร จ.เชียงใหม่
10.เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก
11.กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่
12.กลุ่มตะกอนยม

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560

กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันนี้เป็นวันแรกของการประชุมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภูมิภาค 2 วันที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) เพื่ออภิปรายผลการศึกษาของ MRC และกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า PNPCA สำหรับเขื่อนปากแบง ซึ่งเป็นเขื่อนแห่งที่ 3 บนแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่าง

องค์กรแม่น้ำนานาชาติ International Rivers ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดต่อสถานการณ์ในแม่น้ำโขง และกระบวนการตัดสินใจการพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำโขง และต้องการเผยแพร่แถลงการณ์ดังต่อไปนี้

BANGKOK, Jan. 26 (Xinhua) — It is too early for some Thai scholars and media sources to oppose the plan to clear islets and rocky outcrops along the Mekong River to boost shipping navigation as there is no clear evidence that such a plan would cause environmental or other damage, an expert on the matter has told Xinhua in an exclusive interview.

15967366_10154114886211689_600511782_o

泰国八省湄公河流域网络喊停对湄公石滩的破坏:保护泰国领土、生态和自然遗产
2016年12月28日

根据2016年12月27日发布的内阁决议,泰国已经批准澜沧江-湄公河流域国际航运发展规划:2015–2025”,该规划为澜沧江-湄公河流域国家之间的国际航道的发展提供指导意见。澜沧江-湄公河航道整治工程前期工作已被指定由泰国海事处实施和协调。

DSC_4778

เรื่องโดย สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา

ต้นเดือนธันวาคม 2559 กลุ่มรักษ์เชียงของได้รับการติดต่อจากสายต้นทางเมืองปักกิ่งจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างของจีนว่าขอพบแกนนำและกลุ่มรักษ์เชียงของเพื่อชี้แจงข้อมูลแผนพัฒนาเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และมีการนัดหมายพบพูดคุยกันในวันที่ 23 ธันวาคม 2559

การพบปะเป็นไปอย่างมิตรภาพ แต่เนื้อหาการพูดคุยกันเป็นการคิดในด้านตรงข้ามกันอย่างชัดเจน พวกเขา นำโดยผู้บริหารบริษัท CCCC Second Habor Consultant ขอชี้แจงและบอกว่าได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงในขั้นแรก คือดำเนินการศึกษา การสำรวจและออกแบบ โดยดำเนินการในพื้นที่พรมแดนไทยลาว และในลาว และระบุว่าที่ผ่านมายังไม่มีการสำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่อนุมัติ ในขณะทีมงานของกลุ่มรักษ์เชียงของได้ยืนยันจุดยืนในการรักษาคุณค่าแม่น้ำโขงในฐานะมรดกทางธรรมชาติ

เพียง 5 วันหลังจากนั้น ในวันที่ 27 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบให้มีการสำรวจออกแบบการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือระวางบรรทุก 500 ตัน ต่อเนื่องจากโครงการระยะที่1 ระหว่างปีพ.ศ.2543-2546 ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 20 จุด ยกเว้นแก่งคอนผีหลง ชายแดนไทย-ลาว ระหว่างพื้นที่อำเภอเชียงของกับแขวงบ่อแก้ว แต่เนื่องจากชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านจนรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีมติให้มีการชะลอโครงการจนกว่าการปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ

มติคณะรัฐมนตรีในยุครัฐบาล คสช. ครั้งนี้จึงได้กลายเป็นความความสงสัยปนความตรึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้ง ว่าทำไมรัฐบาลทหารตัดสินใจแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนอย่างสิ้นเชิง

ย้อนหลังไปราวยี่สิบปี เรายังเห็นภาพความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขง ผ่านวิถีของชาวบ้านสองฟากฝั่ง จากการประกอบอาชีพตามฤดูกาล ทำนาหน้าฝน ทำสวนทำไร่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว หาปลาในฤดูร้อนแล้ง ในแม่น้ำโขงยังมีปลาเล็กปลาน้อยหลากชนิด รวมถึงปลาใหญ่น้ำหนัก 30-100 กิโลกรัม เช่น ปลาแข้ ปลาเลิม ปลาบึกน้ำหนักเกิน 100-300 กิโลกรัม คนในหมู่บ้านริมฝั่งโขงมีเรือกันเกือบทุกหลังคา เราจึงเห็นเรือพลุกพล่านอยู่ตามลำน้ำ โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำสาขา บริเวณเกาะแก่งกลางแม่น้ำ ชาวบ้านเรียกว่ารั้งหาปลา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคำว่าระบบนิเวศน์ปากแม่น้ำ กลุ่มเกาะแก่ง จึงมีเรือเรียงคิวชะลอปล่อยตาข่ายดักปลานับร้อยๆลำ มองไปริมฝั่งชาวเห็นชาวบ้านหาบน้ำโขงรดแปลงปลูกผักริมฝั่งโขง

23261

หลังปีพ.ศ.2539 ชาวบ้านสังเกตเห็นแม่น้ำโขงเริ่มผิดปกติโดยไม่มีใครทราบสาเหตุว่าจีนได้เริ่มสร้างเขื่อนแห่งแรกแล้วบนแม่น้ำโขง จนกระทั่งกระแสน้ำผันผวนชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเกิดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนในมณฑลยูนนาน แล้ว 2-3 แห่งตามมา พร้อมกับโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ชาวบ้านริมโขงที่เชียงรายเริ่มรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงตอนบนโดยรวม ปลาหายไปจากแม่น้ำ เรือที่เคยเห็นอย่างพลุกพล่านก็หายไปเช่นกัน

ไก หรือสาหร่ายน้ำโขงชงักการเจริญเติบโต ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยริมชายฝั่ง พังทลายทุกปีและรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อแม่น้ำโขงขึ้นลงเนื่องจากการใช้งานเขื่อนตอนบน ขณะนี้เขื่อนบนแม่น้ำโขงในจีน ถูกสร้างอย่างต่อเนื่องจนดำเนินการแล้วถึง 6 เขื่อน ส่วนทางตอนล่างก็กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ประเทศลาวอีก 3 เขื่อน ได้แก่เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง และเขื่อนปากแบง

เกาะแก่งแม่น้ำโขงอันสลับซับซ้อนในพื้นประเทศจีน ลงมาจนถึงชายแดนพม่า-ลาว ถูกระเบิดทิ้งไปแล้วถึง 20 จุด เรือสินค้าขนาดใหญ่ของจีนระวางบรรทุก 250 ตันก็สามารถเดินทางถึงท่าเรือเชียงแสน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545
15 ปีผ่านไป กลับมีการรื้อฟื้นโครงการระเบิดแก่ง ขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนว่าครั้งนี้มีเงื่อนงำว่าการดำเนินการในขณะนี้เป็นใบสั่งของมหาอำนาจหลังม่านไม้ไผ่ หรือเป็นความตั้งใจของ ไทย ลาว พม่า ในขณะที่ข้อกังวลเดิมๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลงหากมีการเดินหน้าระเบิดเกาะแก่งในระยะที่๒ โดยการระเบิดกลุ่มหินใต้น้ำอีก 51 แห่ง ซึ่งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-ลาว 8 แห่ง รวมถึงการขุดลอกสันดอน และระยะสุดท้ายของการปรับปรุงร่องน้ำฯ คือการทำให้แม่น้ำโขงมีลักษณะคล้ายคลองสำหรับเดินเรือระวางบรรทุก 500 ตัน

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งโขง คือร่องน้ำที่ถูกปรับปรุงยังมีข้อบัญญัติเพื่อความปลอดภัยมีไว้สำหรับการเดินเรือพาณิชย์เท่านั้น ชาวบ้านสองฝั่งโขงต้องยุติการใช้เส้นทางเดินเรือในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บไม้ลอยน้ำ การวางตาข่ายดักปลา ฯลฯ

ระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายระบบนิเวศน์ครั้งใหญ่ ทำลายแหล่งอาศัยของพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ราว 74 ชนิด พรรณพืช 200 ชนิด ทำลายแหล่งอาศัยของนกน้ำ17 ชนิด ที่สำรวจพบโดยงานวิจัยไทบ้าน
โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนสองฝั่งโขง ที่ดำรงวิถีด้วยการพึ่งพาแม่น้ำโขงจากการหาปลา การเกษตรริมโขงในช่วงฤดูแล้ง การค้า การท่องเที่ยวในท้องถิ่น และแม่น้ำโขงที่ถูกทำให้กลายเป็นเพียงเส้นทางเดินเรือ ไม่มีพื้นที่สำหรับคนเล็กคนน้อยอีกต่อไป

นอกจากนี้แล้วระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น เมื่อคนท้องถิ่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไร้ความมั่นคงประเทศชาติจะมั่นคงได้อย่างไร และคงลุกลามไปถึงความไม่มั่นคงของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหากเรือขนาดใหญ่จากประเทศทางตอนบนสามารถเข้ามาเทียบท่าได้ทุกพื้นที่

เรายังมีความหวังหากความกังวลใจ ความห่วงใยของคนในสังคมได้ทำให้เกิดการทวนทวนมติของรัฐบาลไทย การเดินทางโดยเรือทีมีศักยภาพตามฤดูกาล จะกลายเป็นการเดินทางอย่างเป็นธรรมและสันติ
หากการดำเนินการเป็นไปตามข้อเสนอจากผลการสำรวจที่มีความเป็นไปได้ในทางเทคนิค ตัดสินใจด้วยผลประโยชน์ของการลงทุน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นความหายนะ

แก่ง1

————-
ล้อมกรอบ
เสียงจากภาคประชาสังคม
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 จะมีการจัดงานรณรงค์คัดค้านการระเบิดแก่งครั้งใหญ่ ที่บริเวณผาถ่านซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาวเชียงของ โดยจะมีการจัดพิธีกรรมต่างๆทางความเชื่อ และการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับที่จะให้จีนระเบิดแก่ง อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มรักษ์เชียงของได้จัดประชุมหารือกับตัวแทนชาวบ้าน 20 หมู่บ้านและภาคประชาสังคม เช่น ผู้แทนการท่องเที่ยว สภาวัฒนธรรมจังหวัด พระสงฆ์ ซึ่งทุกฝ่ายต่างยืนยันที่จะร่วมกันรณรงค์ ทั้งนี้นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้นำวิศวกรตัวแทนของบริษัท CCCC Second Habor Consultant ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลจีนให้สำรวจและระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย อย่างไรก็ตามตัวแทนบริษัทปฏิเสธที่จะเสนอข้อมูล ข้อคิดเห็น และการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยให้เหตุผลว่าการเดินทางมาครั้งนี้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์

นายเกษม ปันทะยม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง กล่าวว่า ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีน ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบมากอยู่แล้ว ถ้ามีการระเบิดแก่งและขุดขยายร่องน้ำให้เรือพาณิชย์ 500 ตันล่องลงมา ผลกระทบย่อมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันพันธุ์ปลา พืชริมน้ำ สาหร่ายน้ำโขงหรือไกก็เหลือน้อยจนไม่เพียงพอต่อวิถีการหากินของชาวบ้าน และยังเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน รวมทั้งปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตลอดแนวแม่น้ำโขง
นายธันวา เหลี่ยมพันธุ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ไม่เพียงแต่เชียงของที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่ตลอดลุ่มน้ำจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่แค่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเหมือนที่เป็นมา แต่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ กระแสวัฒนธรรมจีนจะเข้ามามีอิทธิพลครอบคลุมวิถีท้องถิ่น โดยคนไทยเป็นคนที่รับวัฒนธรรมใหม่ง่ายอยู่แล้ว ก็จะทำให้รากเหง้าหรือวิถีท้องถิ่นถูกจีนกลืน

นายนวพล อุ่ยอุทัย ตัวแทนชมรมท่องเที่ยวอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง เพราะเป็นการทำลายธรรมชาติ จึงอยากให้รัฐบาลชะลอโครงการเพื่อให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างละเอียด ชัดเจน มีเหตุผลรอบด้าน และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ก่อน เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ปัญหาแม่น้ำโขงให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ยืนยันว่าไม่สนับสนุนการทำลายธรรมชาติ

พระอภิชาติ รติโก เจ้าอาวาสวัดสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ตอนนี้ที่บ้านสบกกเหลือเรือหาปลาเพียง 10 ลำ เพราะนับแต่มีการสร้างเขื่อน ปลาที่สบกกลดจำนวนอย่างรวดเร็ว ส่วนการเดินเรือขนาดใหญ่ที่เชียงแสนก็ส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะแล่นด้วยความเร็วเต็มที่จนเกิดคลื่นใหญ่ซัดตลิ่งพัง ชาวบ้านต้องคอยตะโกนเตือนให้ลดความเร็ว แต่ก็ยังไม่ยอมลดความเร็ว และยังมีคราบน้ำมันเครื่องที่ถูกปล่อยจากเรือ มีซากถุงดำใส่น้ำมันมาติดที่ตลิ่ง มีการทิ้งซากสัตว์ที่ตายระหว่างขนส่งลงในแม่น้ำ แม้ทางผู้นำชุมชนได้เข้าไปที่ท่าเรือเพื่อร้องถึงปัญหาเหล่านี้ แต่ทางท่าเรือก็แจ้งว่าไม่สามารถไปห้ามเรือที่จอดอยู่กลางน้ำได้

นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่าหากผลการศึกษาชี้ชัดว่ากระทบความมั่นคงทางพรมแดนกรมยินดีจะเสนอข้อมูลเข้า ครม.และคิดว่า ครม.คงไม่ผ่าน หลายหน่วยงานก็มีความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเรื่องเส้นเขตแดน เป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่าต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมอยู่แล้ว ขณะนี้ฝ่ายจีนตกลงด้วยแล้วว่ายินดีให้คณะกรรมการร่วมจากฝ่ายไทยร่วมศึกษาข้อมูลด้วยกัน

////////////////////////////////////////////

krutee

ครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของเรื่องจีน

หากเรามองภาพใหญ่สิบกว่าปีผ่านมาเห็นแล้วว่าจีนมุ่งลงใต้อยู่ตลอด เป็นยุทธศาสตร์ การลงมาของจีนเป็นเรื่องที่มีผลต่อประเทศท้ายน้ำแน่นอน ลงมาทางบกและทางน้ำ มันจะเกิดผลดีผลเสียมากมาย เพราะจีนมีเป้าหมายต้องการรุกทางเศรษฐกิจ จีนต้องการออกสู่อาเซียน เป็น “การพัวพันอย่างสร้างสรรค์” จีนเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็รุกทางเศรษฐกิจ ทางนโยบาย ทางพื้นที่เองเราก็พบว่าเอกชนจีนเข้ามากมายมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตร การค้าขาย การรุกเข้าชมาของจีนสู่ประเทศลุ่มน้ำโขงเห็นชัดเจนแล้วว่ามันเน้นเศรษฐกิจ แต่ลืมสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ จนเกิดผลกระทบกับประชาชน คนเล็กคนน้อย คนชายขอบ การรุกของจีน เราเห็นว่าการค้าก็มาร่วมกับทุนใหญ่ในประเทศ แต่เกิดผลเดือดร้อนต่อคนข้างล่าง จีนต้องการเข้ามาสร้างพื้นที่ผลิตอาหาร ส่งคนในประเทศจีนออกมา มาแย่งชิงพื้นที่ในการเกษตร ทั้งกว้านซื้อ และเช่าที่ดินโดยจีน เราเห็นการใช้ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า เพื่อการเกษตรขนาดใหญ่ ใช้ทรัพยากรมาก มีผลต่อสุขภาพ สุขภาวะ วิถีชีวิตของชาวบ้าน ผลกระทบนี้เราเห็นได้ชัดเจน

 

 

ในวันศุกร์ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC)  จัดประชุมครั้งแรกตามกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าสำหรับโครงการเขื่อนปากแบง เขื่อนแห่งที่สามที่จะก่อสร้างในแม่น้ำโขงสายประธาน ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง เจ้าหน้าที่จากประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทยให้ความเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2559 เพื่อกำหนดวันเริ่มต้นกระบวนการอย่างเป็นทางการ การประชุมเพื่อผลักดันโครงการครั้งนี้เกิดขึ้นสองเดือน หลังจากรัฐบาลลาวแจ้งอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในเดือนพฤศจิกายน ถึงเจตจำนงที่จะเดินหน้าโครงการเขื่อนปากเบง โดยยังไม่มีการเผยแพร่เอกสารโครงการรวมทั้งการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะแต่อย่างใด

จากการประกาศของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง International Rivers มีท่าทีดังต่อไปนี้

15942936_10154073466396689_2116434262_o
วันนี้ (9 มกราคม 2550) เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง-อีสานได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐยกเลิกมติครม.เข้าร่วมโครงการสำรวจการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการพานิชย์ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสภาคประชาชนนำเสนอข้อมูลให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยน เพื่อให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และไม่ควรใช้โอกาสในการบริหารประเทศช่วงนี้ ตัดสินใจเพื่อผลักดันโครงกาที่จะนำไปสู่การระเบิดทำลายเกาะแก่งในแม่น้ำโขง ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทำให้คนในสังคมตั้งคำถามกับรัฐบาลชุดนี้ว่า”ใช้อำนาจเผด็จการ” เอื้อประโยชน์ต่อทุนจีนเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์กับกลุ่มทุนบางกลุ่มที่หนุนรัฐบาล

15784683_10210752750270785_1593413267_o
28 December 2016

According to a cabinet resolution issued on 27 December 2016, Thailand has given approval to the ‘Development Plan of International Navigation on the Lancang-Mekong River: 2015 – 2025’, which provides guidance for the development of international navigation routes between the countries of the Lancang-Mekong River. Preliminary work on the Navigation Channel Improvement Project on the Lancang – Mekong River has been designated to Thailand’s Marine Department to implement and coordinate.

We, the Network of Thai People in Eight Mekong Provinces and an alliance of community organizations from the Mekong Basin, have been monitoring the situation of the Mekong River for a long time. We would like to express our opposition to the cabinet resolution. It would be the gravest mistake for the Thai state to allow this project, which will pose a major threat to the river and cause major detrimental impacts, to go ahead. The navigation channel improvement for commercial vessels has been pursued by China for the past two decades. It aims to turn the Mekong into a canal to accommodate 500 gross ton barges to carry goods from Simao in Yunnan Province in China to Luang Prabang in Lao PDR.

It is important to note that the agreement to allow free navigation signed by the four Upper Mekong countries, including China, Myanmar, Laos and Thailand, is concerned just with the navigation between the four countries, and does not include the navigation channel improvement or rapid blasting. After the agreement was signed by the four countries, rapid blasting activities led by China commenced implementation along the borders of China-Myanmar and Laos-Myanmar, accompanied by the claim that the “navigation channel improvement” was being conducted in accordance with international standards. However, the efforts were halted along the Thailand-Laos border in Chiang Rai, leading to a recent push to commence rapid blasting activities. Furthermore, the project will be implemented on the Mekong mainstream, and as Laos and Thailand are member countries of the Mekong River Commission (MRC), they are obliged to act in accordance with the Mekong Agreement’s Procedures for Notification, Prior Consultation, and Agreement (PNPCA). The cabinet resolution has failed to address this issue.

The Network of Thai People in Eight Mekong Provinces and an alliance of Mekong Basin organizations deem the project is going to render adverse impacts on the environment and society as follows;

1. Destruction of “Khon Pi Long rapids”, the large 1.6 km long rapids situated in the Mekong at the border between Thailand-Laos in Chiang Rai and other rapids in the Mekong. Mekong rapids are an invaluable natural heritage. They house abundant and complex ecological systems and are vital to the life cycle of fish and birds, functioning as an essential habitat and spawning ground. They are also a fishing ground for communities along the Mekong. Dismantling the rapids would be tantamount to dismantling the habitat of fish, birds and food source of communities along the Mekong in the two countries.
2. Destruction of vegetation along the river and Mekong sand beaches. Diverse vegetation found on the rapids and riverbanks is pivotal to defer the flow of the Mekong and functions as an important food source for herbivorous fish and “kai”, river algae unique for the locality. The underwater rapids constitute their habitats and breeding ground and both the fish and kai are a major source of income for people along the river during the dry season.
3. Erosion of riverbanks and interruption to the local boat navigation by people in both Thailand and Laos. Blasting away rapids in the Mekong would create a faster and stronger flow in the river, hence leading to riverbank erosion. It would expand the river, causing impacts on local boat navigation and fishing for people living in Chiang Saen, Chiang Khong, and Wiang Kaen Districts, Chiang Rai. It would also affect boat navigation close to the riverbanks and the ferry business along the river. Enabling the blasting of the rapids and the navigation channel improvement to accommodate 500 gross ton barges would require regulation that prohibits local people from doing anything that would obstruct the navigation of commercial vessels. Such ban would include the use of fishing nets in the Mekong and that would tremendously affect the livelihoods of local people on both sides of the river.
4. Border trade has been rapidly expanding as a result of road transportation facilitated by the construction of Route 13 and the fourth Thailand-Laos Friendship Bridge between Chiang Khong- Houay Xai, a major route of transportation for border trade between China and Thailand. At present, cargo barges from Yunnan can travel all year round to Chiang Saen piers and this is already mutually beneficial to both countries. But the transportation of 500 gross ton cargo barges in the future would exclusively benefit China at the expense of ecological destruction of the Mekong; the loss of Thailand’s natural heritage for limited benefit is not worth the cost.
5. It is important to note that there is a risk of loss to territorial rights. The demarcation of the shared border between Thailand and Laos per the French Treaty is based on thalweg, a deep water channel. With the rapids blasted away to improve the navigation channel, Thailand to would lose its rights over a large territory. Because of this, in 2003, the then cabinet decided to suspend this navigation channel improvement initiative pending environmental impact assessment and an agreement between the Thai Ministry of Defense and the Laos counterpart. As a result, the project has been put on hold until now. Should the blasting of the rapids be allowed to press ahead, it may provide an opportunity for violations of Thai sovereignty by neighboring countries.
6. The Constitution of the Kingdom of Thailand provides that any initiative that may give rise to a territorial change must be approved by the National Legislative Assembly. But according to the cabinet resolution, no such approval from the NLA has been obtained, breaching Thailand’s domestic law.
7. This project will be be implemented in an international river protected by international law which prohibits activities that would cause harm to neighboring countries. That the four countries signed the agreement without consulting Cambodia and Vietnam, both of which stand to be affected by the project. The agreement and project is therefore unjustifiable and in breach of the Mekong Agreement’s PNPCA and international treaties concerning the protection of transboundary rivers.
The People’s Network therefore demand the Thai government stop this project immediately to protect Thailand’s territory and its invaluable ecology. If there are any hidden deals made with China behind the approval of this cabinet resolution, these must be made known publicly and immediately.

Signed
1. Network of Thai People in Eight Mekong Provinces
2. Network for Preservation of Natural Resources and Lanna Culture
3. Network of the Council of Community Based Organizations in Seven provinces of the Mekong Basin
4. Hug Thin Association, Amnaj Charoen
5. Rak Chiang Khong Conservation Group
6. Network of People in the E-san River Basin
7. Center for the Protection of the Right to Management of Resources in the Lower Chi River Basin
8. Network of People Loving the River, Ubon Ratchathani
9. Chaing Khan Conservation Group
10. Living River Sima
11. Association of Community Institute of Mekong Basin
12. Alliance for the Conservation of Ing River
13. www.mymekong.org
14. Community Resources Centre (CRC)
15. Thai Sea Watch Association
16. Lan Hoy Siab Folk University
17. Pan Rak Food Project
18. Association for Consumers, Songkhla
19. Thai-Water Partnership
20. Network for the E-san Natural Resources and the Environment