วันพฤหัส, พฤศจิกายน 23, 2017

DSC_4778

เรื่องโดย สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา

ต้นเดือนธันวาคม 2559 กลุ่มรักษ์เชียงของได้รับการติดต่อจากสายต้นทางเมืองปักกิ่งจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างของจีนว่าขอพบแกนนำและกลุ่มรักษ์เชียงของเพื่อชี้แจงข้อมูลแผนพัฒนาเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และมีการนัดหมายพบพูดคุยกันในวันที่ 23 ธันวาคม 2559

การพบปะเป็นไปอย่างมิตรภาพ แต่เนื้อหาการพูดคุยกันเป็นการคิดในด้านตรงข้ามกันอย่างชัดเจน พวกเขา นำโดยผู้บริหารบริษัท CCCC Second Habor Consultant ขอชี้แจงและบอกว่าได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์แม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงในขั้นแรก คือดำเนินการศึกษา การสำรวจและออกแบบ โดยดำเนินการในพื้นที่พรมแดนไทยลาว และในลาว และระบุว่าที่ผ่านมายังไม่มีการสำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่อนุมัติ ในขณะทีมงานของกลุ่มรักษ์เชียงของได้ยืนยันจุดยืนในการรักษาคุณค่าแม่น้ำโขงในฐานะมรดกทางธรรมชาติ

เพียง 5 วันหลังจากนั้น ในวันที่ 27 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบให้มีการสำรวจออกแบบการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือระวางบรรทุก 500 ตัน ต่อเนื่องจากโครงการระยะที่1 ระหว่างปีพ.ศ.2543-2546 ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 20 จุด ยกเว้นแก่งคอนผีหลง ชายแดนไทย-ลาว ระหว่างพื้นที่อำเภอเชียงของกับแขวงบ่อแก้ว แต่เนื่องจากชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านจนรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีมติให้มีการชะลอโครงการจนกว่าการปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ

มติคณะรัฐมนตรีในยุครัฐบาล คสช. ครั้งนี้จึงได้กลายเป็นความความสงสัยปนความตรึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้ง ว่าทำไมรัฐบาลทหารตัดสินใจแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนอย่างสิ้นเชิง

ย้อนหลังไปราวยี่สิบปี เรายังเห็นภาพความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขง ผ่านวิถีของชาวบ้านสองฟากฝั่ง จากการประกอบอาชีพตามฤดูกาล ทำนาหน้าฝน ทำสวนทำไร่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว หาปลาในฤดูร้อนแล้ง ในแม่น้ำโขงยังมีปลาเล็กปลาน้อยหลากชนิด รวมถึงปลาใหญ่น้ำหนัก 30-100 กิโลกรัม เช่น ปลาแข้ ปลาเลิม ปลาบึกน้ำหนักเกิน 100-300 กิโลกรัม คนในหมู่บ้านริมฝั่งโขงมีเรือกันเกือบทุกหลังคา เราจึงเห็นเรือพลุกพล่านอยู่ตามลำน้ำ โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำสาขา บริเวณเกาะแก่งกลางแม่น้ำ ชาวบ้านเรียกว่ารั้งหาปลา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคำว่าระบบนิเวศน์ปากแม่น้ำ กลุ่มเกาะแก่ง จึงมีเรือเรียงคิวชะลอปล่อยตาข่ายดักปลานับร้อยๆลำ มองไปริมฝั่งชาวเห็นชาวบ้านหาบน้ำโขงรดแปลงปลูกผักริมฝั่งโขง

23261

หลังปีพ.ศ.2539 ชาวบ้านสังเกตเห็นแม่น้ำโขงเริ่มผิดปกติโดยไม่มีใครทราบสาเหตุว่าจีนได้เริ่มสร้างเขื่อนแห่งแรกแล้วบนแม่น้ำโขง จนกระทั่งกระแสน้ำผันผวนชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเกิดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนในมณฑลยูนนาน แล้ว 2-3 แห่งตามมา พร้อมกับโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ชาวบ้านริมโขงที่เชียงรายเริ่มรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงตอนบนโดยรวม ปลาหายไปจากแม่น้ำ เรือที่เคยเห็นอย่างพลุกพล่านก็หายไปเช่นกัน

ไก หรือสาหร่ายน้ำโขงชงักการเจริญเติบโต ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยริมชายฝั่ง พังทลายทุกปีและรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อแม่น้ำโขงขึ้นลงเนื่องจากการใช้งานเขื่อนตอนบน ขณะนี้เขื่อนบนแม่น้ำโขงในจีน ถูกสร้างอย่างต่อเนื่องจนดำเนินการแล้วถึง 6 เขื่อน ส่วนทางตอนล่างก็กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ประเทศลาวอีก 3 เขื่อน ได้แก่เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง และเขื่อนปากแบง

เกาะแก่งแม่น้ำโขงอันสลับซับซ้อนในพื้นประเทศจีน ลงมาจนถึงชายแดนพม่า-ลาว ถูกระเบิดทิ้งไปแล้วถึง 20 จุด เรือสินค้าขนาดใหญ่ของจีนระวางบรรทุก 250 ตันก็สามารถเดินทางถึงท่าเรือเชียงแสน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545
15 ปีผ่านไป กลับมีการรื้อฟื้นโครงการระเบิดแก่ง ขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนว่าครั้งนี้มีเงื่อนงำว่าการดำเนินการในขณะนี้เป็นใบสั่งของมหาอำนาจหลังม่านไม้ไผ่ หรือเป็นความตั้งใจของ ไทย ลาว พม่า ในขณะที่ข้อกังวลเดิมๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลงหากมีการเดินหน้าระเบิดเกาะแก่งในระยะที่๒ โดยการระเบิดกลุ่มหินใต้น้ำอีก 51 แห่ง ซึ่งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-ลาว 8 แห่ง รวมถึงการขุดลอกสันดอน และระยะสุดท้ายของการปรับปรุงร่องน้ำฯ คือการทำให้แม่น้ำโขงมีลักษณะคล้ายคลองสำหรับเดินเรือระวางบรรทุก 500 ตัน

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งโขง คือร่องน้ำที่ถูกปรับปรุงยังมีข้อบัญญัติเพื่อความปลอดภัยมีไว้สำหรับการเดินเรือพาณิชย์เท่านั้น ชาวบ้านสองฝั่งโขงต้องยุติการใช้เส้นทางเดินเรือในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บไม้ลอยน้ำ การวางตาข่ายดักปลา ฯลฯ

ระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายระบบนิเวศน์ครั้งใหญ่ ทำลายแหล่งอาศัยของพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ราว 74 ชนิด พรรณพืช 200 ชนิด ทำลายแหล่งอาศัยของนกน้ำ17 ชนิด ที่สำรวจพบโดยงานวิจัยไทบ้าน
โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนสองฝั่งโขง ที่ดำรงวิถีด้วยการพึ่งพาแม่น้ำโขงจากการหาปลา การเกษตรริมโขงในช่วงฤดูแล้ง การค้า การท่องเที่ยวในท้องถิ่น และแม่น้ำโขงที่ถูกทำให้กลายเป็นเพียงเส้นทางเดินเรือ ไม่มีพื้นที่สำหรับคนเล็กคนน้อยอีกต่อไป

นอกจากนี้แล้วระเบิดแก่งแม่น้ำโขง คือการทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น เมื่อคนท้องถิ่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไร้ความมั่นคงประเทศชาติจะมั่นคงได้อย่างไร และคงลุกลามไปถึงความไม่มั่นคงของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหากเรือขนาดใหญ่จากประเทศทางตอนบนสามารถเข้ามาเทียบท่าได้ทุกพื้นที่

เรายังมีความหวังหากความกังวลใจ ความห่วงใยของคนในสังคมได้ทำให้เกิดการทวนทวนมติของรัฐบาลไทย การเดินทางโดยเรือทีมีศักยภาพตามฤดูกาล จะกลายเป็นการเดินทางอย่างเป็นธรรมและสันติ
หากการดำเนินการเป็นไปตามข้อเสนอจากผลการสำรวจที่มีความเป็นไปได้ในทางเทคนิค ตัดสินใจด้วยผลประโยชน์ของการลงทุน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นความหายนะ

แก่ง1

————-
ล้อมกรอบ
เสียงจากภาคประชาสังคม
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 จะมีการจัดงานรณรงค์คัดค้านการระเบิดแก่งครั้งใหญ่ ที่บริเวณผาถ่านซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาวเชียงของ โดยจะมีการจัดพิธีกรรมต่างๆทางความเชื่อ และการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยกับที่จะให้จีนระเบิดแก่ง อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มรักษ์เชียงของได้จัดประชุมหารือกับตัวแทนชาวบ้าน 20 หมู่บ้านและภาคประชาสังคม เช่น ผู้แทนการท่องเที่ยว สภาวัฒนธรรมจังหวัด พระสงฆ์ ซึ่งทุกฝ่ายต่างยืนยันที่จะร่วมกันรณรงค์ ทั้งนี้นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้นำวิศวกรตัวแทนของบริษัท CCCC Second Habor Consultant ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลจีนให้สำรวจและระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย อย่างไรก็ตามตัวแทนบริษัทปฏิเสธที่จะเสนอข้อมูล ข้อคิดเห็น และการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยให้เหตุผลว่าการเดินทางมาครั้งนี้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์

นายเกษม ปันทะยม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง กล่าวว่า ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีน ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบมากอยู่แล้ว ถ้ามีการระเบิดแก่งและขุดขยายร่องน้ำให้เรือพาณิชย์ 500 ตันล่องลงมา ผลกระทบย่อมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันพันธุ์ปลา พืชริมน้ำ สาหร่ายน้ำโขงหรือไกก็เหลือน้อยจนไม่เพียงพอต่อวิถีการหากินของชาวบ้าน และยังเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน รวมทั้งปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตลอดแนวแม่น้ำโขง
นายธันวา เหลี่ยมพันธุ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ไม่เพียงแต่เชียงของที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่ตลอดลุ่มน้ำจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่แค่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเหมือนที่เป็นมา แต่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ กระแสวัฒนธรรมจีนจะเข้ามามีอิทธิพลครอบคลุมวิถีท้องถิ่น โดยคนไทยเป็นคนที่รับวัฒนธรรมใหม่ง่ายอยู่แล้ว ก็จะทำให้รากเหง้าหรือวิถีท้องถิ่นถูกจีนกลืน

นายนวพล อุ่ยอุทัย ตัวแทนชมรมท่องเที่ยวอำเภอเชียงของ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง เพราะเป็นการทำลายธรรมชาติ จึงอยากให้รัฐบาลชะลอโครงการเพื่อให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างละเอียด ชัดเจน มีเหตุผลรอบด้าน และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ก่อน เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ปัญหาแม่น้ำโขงให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ยืนยันว่าไม่สนับสนุนการทำลายธรรมชาติ

พระอภิชาติ รติโก เจ้าอาวาสวัดสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ตอนนี้ที่บ้านสบกกเหลือเรือหาปลาเพียง 10 ลำ เพราะนับแต่มีการสร้างเขื่อน ปลาที่สบกกลดจำนวนอย่างรวดเร็ว ส่วนการเดินเรือขนาดใหญ่ที่เชียงแสนก็ส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะแล่นด้วยความเร็วเต็มที่จนเกิดคลื่นใหญ่ซัดตลิ่งพัง ชาวบ้านต้องคอยตะโกนเตือนให้ลดความเร็ว แต่ก็ยังไม่ยอมลดความเร็ว และยังมีคราบน้ำมันเครื่องที่ถูกปล่อยจากเรือ มีซากถุงดำใส่น้ำมันมาติดที่ตลิ่ง มีการทิ้งซากสัตว์ที่ตายระหว่างขนส่งลงในแม่น้ำ แม้ทางผู้นำชุมชนได้เข้าไปที่ท่าเรือเพื่อร้องถึงปัญหาเหล่านี้ แต่ทางท่าเรือก็แจ้งว่าไม่สามารถไปห้ามเรือที่จอดอยู่กลางน้ำได้

นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่าหากผลการศึกษาชี้ชัดว่ากระทบความมั่นคงทางพรมแดนกรมยินดีจะเสนอข้อมูลเข้า ครม.และคิดว่า ครม.คงไม่ผ่าน หลายหน่วยงานก็มีความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเรื่องเส้นเขตแดน เป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่าต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมอยู่แล้ว ขณะนี้ฝ่ายจีนตกลงด้วยแล้วว่ายินดีให้คณะกรรมการร่วมจากฝ่ายไทยร่วมศึกษาข้อมูลด้วยกัน

////////////////////////////////////////////

krutee

ครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของเรื่องจีน

หากเรามองภาพใหญ่สิบกว่าปีผ่านมาเห็นแล้วว่าจีนมุ่งลงใต้อยู่ตลอด เป็นยุทธศาสตร์ การลงมาของจีนเป็นเรื่องที่มีผลต่อประเทศท้ายน้ำแน่นอน ลงมาทางบกและทางน้ำ มันจะเกิดผลดีผลเสียมากมาย เพราะจีนมีเป้าหมายต้องการรุกทางเศรษฐกิจ จีนต้องการออกสู่อาเซียน เป็น “การพัวพันอย่างสร้างสรรค์” จีนเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็รุกทางเศรษฐกิจ ทางนโยบาย ทางพื้นที่เองเราก็พบว่าเอกชนจีนเข้ามากมายมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตร การค้าขาย การรุกเข้าชมาของจีนสู่ประเทศลุ่มน้ำโขงเห็นชัดเจนแล้วว่ามันเน้นเศรษฐกิจ แต่ลืมสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ จนเกิดผลกระทบกับประชาชน คนเล็กคนน้อย คนชายขอบ การรุกของจีน เราเห็นว่าการค้าก็มาร่วมกับทุนใหญ่ในประเทศ แต่เกิดผลเดือดร้อนต่อคนข้างล่าง จีนต้องการเข้ามาสร้างพื้นที่ผลิตอาหาร ส่งคนในประเทศจีนออกมา มาแย่งชิงพื้นที่ในการเกษตร ทั้งกว้านซื้อ และเช่าที่ดินโดยจีน เราเห็นการใช้ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า เพื่อการเกษตรขนาดใหญ่ ใช้ทรัพยากรมาก มีผลต่อสุขภาพ สุขภาวะ วิถีชีวิตของชาวบ้าน ผลกระทบนี้เราเห็นได้ชัดเจน

 

 

ในวันศุกร์ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC)  จัดประชุมครั้งแรกตามกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าสำหรับโครงการเขื่อนปากแบง เขื่อนแห่งที่สามที่จะก่อสร้างในแม่น้ำโขงสายประธาน ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง เจ้าหน้าที่จากประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทยให้ความเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2559 เพื่อกำหนดวันเริ่มต้นกระบวนการอย่างเป็นทางการ การประชุมเพื่อผลักดันโครงการครั้งนี้เกิดขึ้นสองเดือน หลังจากรัฐบาลลาวแจ้งอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในเดือนพฤศจิกายน ถึงเจตจำนงที่จะเดินหน้าโครงการเขื่อนปากเบง โดยยังไม่มีการเผยแพร่เอกสารโครงการรวมทั้งการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะแต่อย่างใด

จากการประกาศของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง International Rivers มีท่าทีดังต่อไปนี้

15942936_10154073466396689_2116434262_o
วันนี้ (9 มกราคม 2550) เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง-อีสานได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐยกเลิกมติครม.เข้าร่วมโครงการสำรวจการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการพานิชย์ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสภาคประชาชนนำเสนอข้อมูลให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยน เพื่อให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และไม่ควรใช้โอกาสในการบริหารประเทศช่วงนี้ ตัดสินใจเพื่อผลักดันโครงกาที่จะนำไปสู่การระเบิดทำลายเกาะแก่งในแม่น้ำโขง ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทำให้คนในสังคมตั้งคำถามกับรัฐบาลชุดนี้ว่า”ใช้อำนาจเผด็จการ” เอื้อประโยชน์ต่อทุนจีนเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์กับกลุ่มทุนบางกลุ่มที่หนุนรัฐบาล

15784683_10210752750270785_1593413267_o
28 December 2016

According to a cabinet resolution issued on 27 December 2016, Thailand has given approval to the ‘Development Plan of International Navigation on the Lancang-Mekong River: 2015 – 2025’, which provides guidance for the development of international navigation routes between the countries of the Lancang-Mekong River. Preliminary work on the Navigation Channel Improvement Project on the Lancang – Mekong River has been designated to Thailand’s Marine Department to implement and coordinate.

We, the Network of Thai People in Eight Mekong Provinces and an alliance of community organizations from the Mekong Basin, have been monitoring the situation of the Mekong River for a long time. We would like to express our opposition to the cabinet resolution. It would be the gravest mistake for the Thai state to allow this project, which will pose a major threat to the river and cause major detrimental impacts, to go ahead. The navigation channel improvement for commercial vessels has been pursued by China for the past two decades. It aims to turn the Mekong into a canal to accommodate 500 gross ton barges to carry goods from Simao in Yunnan Province in China to Luang Prabang in Lao PDR.

It is important to note that the agreement to allow free navigation signed by the four Upper Mekong countries, including China, Myanmar, Laos and Thailand, is concerned just with the navigation between the four countries, and does not include the navigation channel improvement or rapid blasting. After the agreement was signed by the four countries, rapid blasting activities led by China commenced implementation along the borders of China-Myanmar and Laos-Myanmar, accompanied by the claim that the “navigation channel improvement” was being conducted in accordance with international standards. However, the efforts were halted along the Thailand-Laos border in Chiang Rai, leading to a recent push to commence rapid blasting activities. Furthermore, the project will be implemented on the Mekong mainstream, and as Laos and Thailand are member countries of the Mekong River Commission (MRC), they are obliged to act in accordance with the Mekong Agreement’s Procedures for Notification, Prior Consultation, and Agreement (PNPCA). The cabinet resolution has failed to address this issue.

The Network of Thai People in Eight Mekong Provinces and an alliance of Mekong Basin organizations deem the project is going to render adverse impacts on the environment and society as follows;

1. Destruction of “Khon Pi Long rapids”, the large 1.6 km long rapids situated in the Mekong at the border between Thailand-Laos in Chiang Rai and other rapids in the Mekong. Mekong rapids are an invaluable natural heritage. They house abundant and complex ecological systems and are vital to the life cycle of fish and birds, functioning as an essential habitat and spawning ground. They are also a fishing ground for communities along the Mekong. Dismantling the rapids would be tantamount to dismantling the habitat of fish, birds and food source of communities along the Mekong in the two countries.
2. Destruction of vegetation along the river and Mekong sand beaches. Diverse vegetation found on the rapids and riverbanks is pivotal to defer the flow of the Mekong and functions as an important food source for herbivorous fish and “kai”, river algae unique for the locality. The underwater rapids constitute their habitats and breeding ground and both the fish and kai are a major source of income for people along the river during the dry season.
3. Erosion of riverbanks and interruption to the local boat navigation by people in both Thailand and Laos. Blasting away rapids in the Mekong would create a faster and stronger flow in the river, hence leading to riverbank erosion. It would expand the river, causing impacts on local boat navigation and fishing for people living in Chiang Saen, Chiang Khong, and Wiang Kaen Districts, Chiang Rai. It would also affect boat navigation close to the riverbanks and the ferry business along the river. Enabling the blasting of the rapids and the navigation channel improvement to accommodate 500 gross ton barges would require regulation that prohibits local people from doing anything that would obstruct the navigation of commercial vessels. Such ban would include the use of fishing nets in the Mekong and that would tremendously affect the livelihoods of local people on both sides of the river.
4. Border trade has been rapidly expanding as a result of road transportation facilitated by the construction of Route 13 and the fourth Thailand-Laos Friendship Bridge between Chiang Khong- Houay Xai, a major route of transportation for border trade between China and Thailand. At present, cargo barges from Yunnan can travel all year round to Chiang Saen piers and this is already mutually beneficial to both countries. But the transportation of 500 gross ton cargo barges in the future would exclusively benefit China at the expense of ecological destruction of the Mekong; the loss of Thailand’s natural heritage for limited benefit is not worth the cost.
5. It is important to note that there is a risk of loss to territorial rights. The demarcation of the shared border between Thailand and Laos per the French Treaty is based on thalweg, a deep water channel. With the rapids blasted away to improve the navigation channel, Thailand to would lose its rights over a large territory. Because of this, in 2003, the then cabinet decided to suspend this navigation channel improvement initiative pending environmental impact assessment and an agreement between the Thai Ministry of Defense and the Laos counterpart. As a result, the project has been put on hold until now. Should the blasting of the rapids be allowed to press ahead, it may provide an opportunity for violations of Thai sovereignty by neighboring countries.
6. The Constitution of the Kingdom of Thailand provides that any initiative that may give rise to a territorial change must be approved by the National Legislative Assembly. But according to the cabinet resolution, no such approval from the NLA has been obtained, breaching Thailand’s domestic law.
7. This project will be be implemented in an international river protected by international law which prohibits activities that would cause harm to neighboring countries. That the four countries signed the agreement without consulting Cambodia and Vietnam, both of which stand to be affected by the project. The agreement and project is therefore unjustifiable and in breach of the Mekong Agreement’s PNPCA and international treaties concerning the protection of transboundary rivers.
The People’s Network therefore demand the Thai government stop this project immediately to protect Thailand’s territory and its invaluable ecology. If there are any hidden deals made with China behind the approval of this cabinet resolution, these must be made known publicly and immediately.

Signed
1. Network of Thai People in Eight Mekong Provinces
2. Network for Preservation of Natural Resources and Lanna Culture
3. Network of the Council of Community Based Organizations in Seven provinces of the Mekong Basin
4. Hug Thin Association, Amnaj Charoen
5. Rak Chiang Khong Conservation Group
6. Network of People in the E-san River Basin
7. Center for the Protection of the Right to Management of Resources in the Lower Chi River Basin
8. Network of People Loving the River, Ubon Ratchathani
9. Chaing Khan Conservation Group
10. Living River Sima
11. Association of Community Institute of Mekong Basin
12. Alliance for the Conservation of Ing River
13. www.mymekong.org
14. Community Resources Centre (CRC)
15. Thai Sea Watch Association
16. Lan Hoy Siab Folk University
17. Pan Rak Food Project
18. Association for Consumers, Songkhla
19. Thai-Water Partnership
20. Network for the E-san Natural Resources and the Environment

15784683_10210752750270785_1593413267_o

ยุติโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง
ปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศ-มรดกทางธรรมชาติ

28 ธันวาคม 2559

จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ซึ่ง คณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง ค.ศ. 2015 – 2025 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง และการดำเนินงานเบื้องต้น (งานศึกษาสำรวจออกแบบ) รวมทั้งเห็นชอบให้กรมเจ้าท่าเป็นหน่วยงานปฏิบัติและประสานงาน
เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรเครือข่ายภาคีลุ่มน้ำโขง ซึ่งทำงานติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขงมาโดยตลอด ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติครม. ดังกล่าว และถือเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรงที่รัฐไทย ยินยอมให้ดำเนินโครงการที่จะสร้างความเสี่ยงและผลกระทบร้ายแรง เนื่องจากโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ ที่ผลักดันโดยจีนมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์จะทำให้แม่น้ำโขงกลายเป็นคลองส่งน้ำ เพื่อให้เรือสินค้าขนาด 500 ตัน สามารถเดินทางขนส่งสินค้าได้จากท่าเรือซือเหมา มณฑลยูนนาน ลงมาผ่านไทยไปจนถึงหลวงพระบาง ประเทศลาว

ที่สำคัญ เป็นที่สังเกตว่า ข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือเสรีที่ร่วมลงนาม โดย 4 ประเทศน้ำโขงตอนบน ได้แก่ จีน พม่า ลาว และ ไทย ว่าด้วยการเดินเรือระหว่าง 4 ประเทศ เท่านั้น ไม่ได้ระบุครอบคลุมถึงการปรับปรุงร่องน้ำหรือระเบิดแก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากการลงนามของ 4 ประเทศ ทีมดำเนินการระเบิดแก่งของจีนก็เริ่มปฏิบัติการในพื้นที่พรมแดนจีน-พม่า และพรมแดนลาว-พม่า โดยอ้างว่า การ “บูรณะร่องน้ำ” ดังกล่าวกระทำโดยถูกต้องตามหลักสากล แต่สุดท้ายก็ติดขัดที่บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ.เชียงราย จึงนำมาสู่การผลักดันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวจะดำเนินการบนแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งประเทศ ลาว และ ไทย เป็นประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของข้อตกลงแม่น้ำโขงว่าด้วยกระบวนการ PNPCA แต่ไม่ปรากฏว่า มติครม.ดังกล่าวจะได้กล่าวถึงไว้แต่อย่างได้

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำโขง เห็นว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อย่างกว้างขวาง ดังนี้

1. ทำลาย “แก่งคอนผีหลง” ซึ่งเป็นแก่งขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ. เชียงราย มีความยาว 1.6 กิโลเมตร และแก่งอื่น ๆ ในแม่น้ำโขง แก่งแม่น้ำโขง เป็นมรดกทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์และสลับซับซ้อน มีความสำคัญต่อวงจรชีวิตและเป็นแหล่งอาศัยและวางไข่ของ ปลา และ นก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่หาปลาของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง การทำลายแก่งเท่ากับทำลาย บ้านของปลา บ้านของนก และแหล่งอาหารของชุมชนริมฝั่งโขงทั้งสองประเทศ

2. ทำลาย แหล่งพืชพรรณบนแก่ง ริมฝั่งน้ำ และหาดแม่น้ำโขง พืชพรรณหลากชนิดบนแก่งหินและริมน้ำโขงมีความสำคัญต่อการชะลอการไหลหลากของแม่น้ำโขง และเป็นอาหารสำคัญของปลาชนิดกินพืช รวมถึง “ไก” สาหร่ายแม่น้ำที่มีเฉพาะถิ่น ซึ่งอาศัยแก่งใต้น้ำบริเวณหาดเป็นแหล่งเจริญเติบโต และเป็นรายได้สำคัญของคนริมฝั่งโขงในช่วงฤดูแล้ง

3. เกิดการพังทลายของชายฝั่ง และทำลายการเดินเรือของประชาชนริมฝั่งโขงทั้งไทยและลาว การระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงออก จะทำให้เกิดกระแสน้ำที่ไหลแรงและเร็วมากขึ้น อาจจะทำให้เกิดการกัดเซาะริมตลิ่ง ซึ่งจะทำให้แม่น้ำกว้างขึ้นอีกด้วย อันจะส่งผลให้การเดินเรือสัญจรและการทำประมงของชาวบ้านในเขตอำเภอเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย อันเป็นอุปสรรคในการเดินเรือริมฝั่งและข้ามฝั่งของประชาชนสองฝั่งโขง อีกทั้ง จากการระเบิดแก่งและมีการเดินเรือ ขนาด 500 ตัน โครงการดังกล่าว ได้มีข้อกำหนดห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปทำการที่กีดขวางการเดินเรือพาณิชย์ อาทิ ห้ามวางอวนจับปลาในแม่น้ำโขง ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสองฝั่งโขง ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพประมงเป็นอย่างมาก

4. การค้าขายชายแดนมีการเจริญเติบโตและรวดเร็วมากขึ้นอยู่แล้ว จากการขนส่งโดยถนนเอเชีย หมายเลข 13 และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เชียงของ – ห้วยทราย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าชายแดนระหว่างจีนและไทย อีกทั้ง ปัจจุบันก็ยังคงมีเรือขนส่งสินค้าจากมณฑลยูนานถึงท่าเรือเชียงแสนได้ตลอดปี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศอยู่แล้ว การขนส่งและเดินเรือสินค้า ขนาด 500 ตัน ในอนาคตจะเป็นประโยชน์ของจีนเพียงประเทศเดียว แต่ต้องแลกกับทำลายระบบนิเวศสำคัญของแม่น้ำโขง จึงไม่มีความคุ้มค่าแต่อย่างใด

5. ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน เนื่องจากการปักปันเขตแดน ไทย-ลาว ตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส ใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด หากมีการระเบิดแก่ง ปรับปรุงร่องน้ำ ก็จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเหตุผลข้อนี้เอง ที่ก่อนหน้านี้ในปี 2546 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ชะลอโครงการและให้มีการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและเสนอให้กระทรวงกลาโหมจัดทำข้อตกลงกับประเทศลาวให้แล้วเสร็จในปี 2546 และทำให้โครงการยุติมาจนปัจจุบัน หากปล่อยให้เกิดการระเบิดแก่งขึ้นได้ตามโครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้อาจจะกลายเป็นโครงการ ที่เปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านมาละเมิดอธิปไตยของไทยได้

6. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดว่า โครงการที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดินแดนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ปรากฏว่า มติครม.ดังกล่าว ยังมิได้ผ่านความเห็นของจากรัฐสภาแต่อย่างใด อันเป็นการละเมิดกฎหมายภายในประเทศ

7. โครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศคุ้มครองการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน การลงนามร่วมกันของ 4 ประเทศ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการเช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม อีกทั้งยังขัดต่อทั้งข้อตกลงแม่น้ำโขง ว่าด้วย กระบวนการ PNPCA และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยการบริหารจัดการแม่น้ำนานาชาติอีกด้วย

เครือข่ายประชาชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติโครงการดังกล่าวทันที เพื่อปกป้องผืนดินไทย และระบบนิเวศอันทรงคุณค่า

เหตุผลในการผ่านมติครม. ครั้งนี้ มีเบื้องลึกหรือข้อตกลงพิเศษกับจีนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ สิ่งนี้ต้องอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบทันที

ลงชื่อ
1 เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง
2 เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมล้านนา
3 เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน(คสข.)
4 สมาคมคนฮักถิ่น จ.อำนาจเจริญ
5 กลุ่มรักษ์เชียงของ
6 เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน
7 ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำชีตอนล่าง
8 เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของ จ.อุบลราชธานี
9 กลุ่มรักษ์เชียงคาน
10 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
11 สมาคมสถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง
12 ภาคีความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์แม่น้ำอิง
13 www.mymekong.org
14 มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
15 สมาคมรักษ์ทะเลไทย
16 มหาวิทยาลัยชาวบ้านลานหอยเสียบ
17 โครงการอาหารปันรัก
18 สมาคมเพื่อผู้บริโภคสงขลา
19 มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Thai-Water Partnership)
20 เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน

0

– 1 –

นั่งรถทัวร์มาลง อ.เชียงของ ยามเช้า สบตาแม่น้ำโขงที่พรมแดน
จากกรุงเทพ-อ.เชียงของ จ.เชียงราย ค่ารถทัวร์ 700-800 บ. จะเที่ยวเชียงของค้างสักคืน หรือจะต่อไปลาวเลยสายๆ วันนั้นก็ได้ เชียงของเป็นเมืองเล็กๆ น่ารัก ฝั่งตรงข้ามคือ เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ลาว

1

– 2 –

ลาแล้วเมืองไทย ไปด่าน ตม. ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว
ถือพาสปอร์ต ตีตราออกประเทศได้เลย แล้วขึ้นรถทัวร์ ข้ามสะพานน้ำโขง 25 บาท

2

– 3 –

ท่าเรือเมืองห้วยทราย
ถึงฝั่งลาวแล้วกรอกใบ ตม. แล้วนั่งรถสามล้อ ไปท่าเรือ มีเรือโดยสารออกช่วงสายๆ 9-11 น. ค่าเรือถึงหลวงพระบาง ราวๆ 900-1,000 บาท

3

– 4 –

เลาะเลียบแม่น้ำโขงที่ชายแดน ไปจริงๆ แล้วนะ ..
แม่น้ำโขงบริเวณนี้ กั้นไทย-ลาว จาก อ.เชียงของ ถึงแก่งผาได อ.เวียงแก่น จากนั้นก็เข้าเขตลาว

4

– 5 –
ไร่ข้าวในสายหมอก-ฝนโปรย ณ ริมโขง
ปลายฝนแบบนี้ข้าวไร่ของชาวบ้านกำลังออกรวงสวยเชียว

5

– 6 –
มีสวนกล้วยจีนด้วย ..
เนี่ย..ที่เคยอ่านในข่าว สวนกล้วยหอมส่งออกจีน มาเช่าปลูกกล้วยส่งกลับจีน มีปัญหามากเลย เพราะใช้สารเคมีมากๆๆ จนแขวงบ่อแก้วระงับการขยายพื้นที่

6

– 7 –
สวัสดี เมืองปากแบง
หาเกสต์เฮาส์พักกันคืนนี้ ราวๆ 5 ชม. เราก็ล่องมาถึงที่ปากแบง แถวๆ นี้มีโครงการเขื่อนกั้นน้ำโขงด้วยคือ เขื่อนปากแบง จะสร้างโดยทุนไทย+จีน

7

– 8 –
ปากแบง เมืองพักของนักเดินทาง
ที่ปากแบงมีที่พักหลากหลาย เพราะเรือส่วนใหญ่จะมาจอดกันที่นี่เพื่อพักครึ่งทาง มีแบบรีอสอร์ตหลายพันบาท แต่ขอแนะนำเกสต์เฮาส์ ราคาย่อมเยา 300-600 บาท ก็พักได้สบายๆ ร้านอาหารก็มีแบบฝรั่ง หรือร้านปิ้งเป็ด ส้มตำ ก็อร่อยๆมากๆ แต่อาหารแพงสักนิด จานละ 60-100 บาท

8

– 9 –
เช้าแล้ว ไปกันต่อ มุ่งหน้าหลวงพระบาง
หมอกยามเช้าที่ท่าเรือปากแบงนี่เรายอมแพ้จริงๆ กดชัดเตอร์แบบรัวๆ รีบลงเรือกันหน่อยนะเพราะวันนี้เรือจะใช้เวลา 6-7 ชม. เพราะระยะทางไกลนิดส์

9

– 10 –
ชมเกาะแก่งแห่งแม่น้ำโขง
ล่องน้ำโขงแบบสวยๆ กันต่อ แถวๆ นี้ เกาะแก่งแม่น้ำโขงเยอะมาก และสวยงามในช่วงน้ำลด-ก่อนเข้าฤดูแล้ง

10

– 11 –
ถึงแล้ว..หลวงพระบาง
ขึ้นจากเรือแล้วเดินหาที่พักกันได้ตามใจ+งบประมาณ หรือจะเลือกมาก่อนก็ได้ มีเป็นร้อยๆ แห่ง มาถึงหลวงพระบางต้องไปไหว้พระที่ วัดเชียงทอง ไอคอนของเมืองมรดกโลกแห่งนี้เลยทีเดียว

11

– 12 –
ขากลับ ขอบิน
เข้ากรุงเทพมีทั้งสายการบินลาว บางกอกแอร์เวย์ แอร์เอเชีย ฯลฯ หรือใครจะกลับเชียงใหม่ก็มีสายการบินลาว ออกทุกวัน ใครมีเวลาอีกก็นั่งรถทัวร์ ไปเที่ยววังเวียง-ต่อเข้าเวียงจัน แล้วข้ามสะพานกลับไทย ที่หนองคาย ก็ย่อมได้เช่นกัน อีกทาง ก็นั่งรถทัวร์ ผ่านไซยะบุรี เข้าไทยที่ จ.เลย ก็น่าสนนะ12

————————-

จีนยึดน้ำโขง - จีนยังโหมระเบิดเกาะแก่งหินในแม่น้ำโขงหลายจุดเพื่อรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ในอนาคต สร้างความลำบากให้แก่เรือเล็ก ผู้ประกอบการไทยแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเครื่องยนต์เรือเป็น 2 เครื่อง
จีนยึดน้ำโขง – จีนยังโหมระเบิดเกาะแก่งหินในแม่น้ำโขงหลายจุดเพื่อรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ในอนาคต สร้างความลำบากให้แก่เรือเล็ก ผู้ประกอบการไทยแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเครื่องยนต์เรือเป็น 2 เครื่อง

พลิกโฉมเศรษฐกิจ 9 เมืองชายแดน 4 ประเทศ เอกชนเมืองเชียงรายแนะทุนไทยปรับตัวรับอานิสงส์เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เผยจีนไล่ระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขงรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ ขณะที่ “ลาว” ผุดท่าเรือเมืองมอม ห่างเชียงแสน 13 กิโลเมตร ผงาดเป็น 1 ใน 14 เมืองท่าขนาดใหญ่ พร้อมศูนย์การค้าครบวงจร