วันพฤหัส, พฤศจิกายน 23, 2017

14.03.20151

14 มีนาคม 2558 วันหยุดเขื่อนโลก International Day of Action for Rivers, against Dams, and for People

 

วันนี้ที่อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีการจัดกิจกรรมเพื่อรวมพลังลูกหลานของแม่น้ำโขง พวกเราซึ่งเป็นคนท้องถิ่น คนหาปลา คนขับเรือ เกษตรกร ชาวไร่ชาวนา เป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจากแม่น้ำโขงตลอดมา พบว่าแม่น้ำโขงซึ่งเป็นดังเช่นแม่ของพวกเราถูกทำร้ายมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนบนในจีนเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนเป็นต้นมา จนบัดนี้สร้างเสร็จไปแล้วถึง 6 เขื่อน

พวกเราที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขงใน 3 อำเภอของเชียงราย ตั้งแต่เชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น และตลอด 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ล้วนแต่เห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะระดับน้ำที่ผันผวนไม่เป็นไปตามฤดูกาล ส่งผลเสียหายต่อระบบนิเวศน้ำโขงที่เชื่อมไปยังลำน้ำสาขา เกษตรริมน้ำ การหาปลา การคมนาคม แหล่งน้ำ เศรษฐกิจท้องถิ่น ฯลฯ

พวกเรามีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนใดๆ อีกบนแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะตอนบนในจีน หรือตอนล่าง เพราะเขื่อนที่ปิดกั้นสายน้ำโขงไม่ว่าจะอยู่ในเขตอธิปไตยของรัฐชาติใดๆ แต่ผลกระทบเกิดขึ้นกับระบบนิเวศ ปลา และมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในเขตแดนประเทศใด

สำหรับเราที่เชียงราย ขณะนี้ทราบข่าวว่านอกจากเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง ที่กำลังก่อสร้างหรือเตรียมการจะสร้างบนแม่น้ำโขงตอนล่าง ยังมีความเคลื่อนไหวที่จะสร้างเขื่อนขึ้นอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะเขื่อนปากแบง ซึ่งจะกั้นน้ำโขงไม่ไกลจากชุมชนริมโขงใน 3 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

เรายืนยันในสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า แต่การตัดสินใจต่างๆ เกี่ยวกับแม่น้ำโขง กลับถูกรวบรัด โครงการระดับแสนล้านบาทแต่กลับถูกตัดสินใจโดยผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน ในขณะที่สร้างผลกระทบต่อคนนับหมื่นนับแสนอย่างที่เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว

แท้จริงแล้วชาวบ้านผู้ที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำ ควรเป็นผู้มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรส่วนรวมอย่างยั่งยืน แต่สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาแม่น้ำโขง ในฐานะปัญหาสำคัญเกี่ยวกับปากท้องของประชาชนในอย่างน้อย 8 จังหวัด รัฐบาลต้องยอมรับสิทธิของชาวบ้าน ให้ชาวบ้านมีส่วนในการคิดร่วม วางแผนร่วม และประโยชน์ร่วม การตัดสินใจทุกอย่างต้องอยู่บนฐานของความรู้และข้อมูลที่เพียงพอ มิใช่ตัดสินใจเพราะเม็ดเงิน

รัฐบาลไทย และหน่วยงานราชการไทยที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องทำหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนริมน้ำโขงอย่างจริงจัง ไม่ใช่เกรงใจรัฐบาลเพื่อนบ้าน หรือเกรงใจกลุ่มทุน มากกว่าความทุกข์ยากของประชาชน เพราะการสร้างกั้นเขื่อนแม่น้ำโขง ผลกระทบข้ามพรมแดนเป็นสิ่งที่มาสามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างน้อยรัฐไทยควรหยิบยกประเด็นความเดือนร้อนของชาวบ้านริมแม่น้ำโขงขึ้นมาเจรจากับรัฐจีนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปิด-เปิดประตูเขื่อน เพราะเชื่อว่าความเสียหายและความเดือดร้อนของชุมชนท้ายน้ำจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่รัฐจีนเข้าใจว่าตัวเองเป็นเจ้าของแม่น้ำโขงตอนต้นและคิดแต่ผลประโยชน์ของประเทศจีนเป็นหลัก

แม่น้ำโขงคือสายเลือดในภูมิภาค แต่รัฐบาล 6 ประเทศในลุ่มน้ำ นับตั้งแต่จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม กลับเพิกเฉยต่อปัญหาเขื่อนแม่น้ำโขงที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง กลไกต่างๆ ในภูมิภาคที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนได้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลในภูมิภาค ต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนทันที

 

ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันหยุดเขื่อนโลก ยังมีพี่น้องจากลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำแม่แม่แจ่ม-แม่ปิง ลุ่มน้ำอิง ลุ่มน้ำชมพู และลุ่มน้ำอื่นๆ มาร่วมแสดงจุดยืนร่วมกัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่นี้

 

หยุดหากำไรจากสมบัติของภูมิภาค แม่น้ำไม่ใช่สินค้า

…………….

Chiang Khong Declaration

Thai Leaders Must Talk to China about Mekong Dams. Six Mekong governments are obliged to protect riparian people and the ecology of the Mekong

 

14 March 2015, International Day of Action for Rivers and Against Dams

 

[Chiang Kong District, Chiang Rai, Thailand] Today, we are here to organize an activity to show our united effort to work for the children of the Mekong River.  We, the locals, the fisher folk, the boat drivers, the farmers, and the peasants, are people whose livelihoods have always been dependent upon natural resources from the Mekong. However, we have found that our Mother Mekong has been subjected to exploitation for almost 20 years since the construction of dams on China’s upper reach of the Mekong River. Thus far, six dams have been completed.

 

We, the dwellers by the Mekong in three districts of Chiang Rai, namely, Chiang Saen, Chiang Kong, and Wiang Kaen, as well those in all eight riparian provinces, have witnessed changes imposed on the Mekong during the past years. Unusual water fluctuations and non-seasonal tides have brought about damage to the Mekong’s ecology, as well, as to its tributaries. The ramifications of this damage can be felt in farming by the river, fishing, transportation and in the local economy.

 

We stand opposed to the construction of any dam on the Mekong, in China’s upper reach or in the lower reaches, since the dams will block the river, regardless of whose jurisdiction the dam is located in, and will impact the ecology of the river, fisheries, and all human beings across the borders.

 

For us in Chiang Rai, apart from the Xayaburi and Don Sahong Dams which are being built or are slated to be built in the lower reach of the Mekong, we know there are attempts to push forward with more dams, particularly the Pak Beng Dam which is located not very far from the communities living along the Mekong in the three districts of Chiang Rai.

 

We assert our community right to manage our resources, our land, our water and our forest. Right now, all decisions regarding the Mekong have been made without the critical voices of Mekong communities. These dam projects worth hundreds of millions of dollars are subject to the arbitrary decisions made by a small handful of powerful individuals; meanwhile the impacts are borne by millions of people – as we can bear witness.

 

The people who live in the river basin should hold the rights to the river and the rights to collectively manage its natural resources on a sustainable basis. However this has not happened.

 

We, therefore, demand that the Thai government be aware of the problems facing the Mekong since it essentially involves the livelihoods of people in at least eight provinces. The government is obliged to recognize people’s rights and must allow them to participate in the conceptualization, the planning and the utilization of the river and its resources. All decisions must be made based on sound and solid information and data, and not for the purpose of seeking profit.

 

The Thai government and all concerned authorities must work strictly and urgently to protect the interests of the people living by the river. They should not be hesitant to act defiantly towards neighboring countries or investors if they care about the suffering of their own people. The damming of the Mekong shall invariably cause transboundary impacts.

 

The Mekong is the bloodline of the region. But the governments of the six Mekong countries including China, Burma, Lao, Thailand, Cambodia and Viet Nam, have ignored the problems of the Mekong Dams, which worsen every day. The existing regional mechanisms seem incapable of solving the problems. Thus, we demand the governments of the region to immediately address the issues as an urgent agenda item.

 

To mark today’s International Day of Action for Rivers and Against Dams, we, the sisters and brothers of the Salween, Yom, Mae Chaem-Mae Ping, Ing, Chomphu River Basins and all other basins are here to declare our conviction toward protecting the Mekong.

 

Stop making profits from the region’s resources. The Mekong is not for sale.

10968029_10152585577076689_1196128179_n

สำนักข่าว VOA รายงาน เรียบเรียงภาษาไทยโดย ปลาสะอี

กรุงเทพฯ- ลาวกำลังเผชิญหน้าการกดดันอย่างต่อเนื่องให้เลื่อนการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงออกไป เนื่องจาก ข้อกังวลด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยการประชุมเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ สมาชิกประเทศต่างๆในนามกลุ่มเพื่อนแม่น้ำโขงตอนล่าง (Friends of the Lower Mekong) มีการประชุมครั้งแรกนับตั้งแต่มีการก่อตั้งในปี 2009 เพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลลาวเลื่อนการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงออกไป


WOMEN ARE AT THE HEART OF MEKONG SUSTAINABLE DEVELOPMENT
โดย ดอกแก้ว สายคำ เรียบเรียงภาษาไทยโดย ปลาสะอี

10970270_10152580785856689_391038564_o

 

ผู้หญิงลาวกังวลว่า การพัฒนาด้านพลังงานของประเทศจะไม่เพียงแต่ทำร้ายแม่น้ำโขงและระบบการไหลของลุ่มน้ำ แต่จะนำไปสู่จุดจบของวิถีชีวิต และชีวิตความเป็นอยู่ครอบครัวของพวกเธอ

ความทันสมัย วัตถุนิยมและการพัฒนา บางครั้งก็นำสิ่งดีๆมาสู่ประชาชน แต่มันก็เพียงชั่วคราว การพัฒนาศีลธรรมเป็นสิ่งจำเป็น เป็นความสุขที่แท้จริง หญิงชาวลาวอายุ 33 ปี ที่หางสะดำ สี่พันดอนในประเทศลาวกล่าว

“ถ้าเขื่อนนำหายนะและความทุกข์มาสู่พวกเรา เราก็ไม่อยากจะให้สร้าง” เธอยืนยัน

mekong poster1

28 มกราคม 2558 การประชุมจัดที่กรุงเวียงจันทน์ ในช่วงเย็นสำนักงานเลขาคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้ออกใบแถลงข่าว มีเนื้อหาว่า

กระบวนการ  4 ประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เพื่อสรุป “กระบวนการรับฟังล่วงหน้า” เขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 โดยในกระบวนการนี้ประเทศสมาชิกได้หารือและประเมินความเสี่ยงและประโยชน์จากโครงการ ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้า 260 เมกกะวัตต์ และจะตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงบริเวณสีพันดอนในภาคใต้ของลาว ติดพรมแดนกัมพูชา

krutee

 

แม่น้ำโขง-ปัญหาด่วนของภูมิภาค(ฉบับภาษาไทย) 

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว

ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา

 

 

แม่น้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งอาหาร เป็นความมั่นคงของชีวิตผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ หลายสิบล้านคน มีวัฒนธรรมประเพณีที่เกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับสายน้ำสายนี้ ซึ่งเป็นแม่ของแผ่นดินอุษาคเนย์และของโลกมาแต่โบราณกาล

เกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา เงาของการพัฒนาในลุ่มน้ำโขงจากและกลุ่มทุนใหญ่สยายปีกเข้าครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำโขงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะแผนพัฒนาพลังงานที่มีเป้าหมายสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงสายประธาน มากกว่า 20 เขื่อน ทั้งตอนบนและตอนล่างของแม่น้ำโขง

ปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ผลกระทบเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบน ในยูนนาน ประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ.2539 แม่น้ำที่เคยไหลอิสระมานับล้านปี กลับถูกขวางกั้น ระบบนิเวศของแม่น้ำถูกกระทำ ส่งผลให้สิ่งมีชีวิต สัตว์น้ำ พืชน้ำ ได้รับผลกระทบ ชาวประมงหาปลายากลำบากมากขึ้น ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน ริมฝั่งแม่น้ำโขงประสบปัญหาเมื่อระดับน้ำผันผวนผิดธรรมชาติ

ปัญหาเริ่มทวีเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือพานิชย์ขนาดใหญ่ ตามข้อตกลงเดินเรือเสรีที่ลงนามโดย 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบน นอกจากนี้การสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงในจีน ถึง 6 เขื่อน และกำลังก่อสร้างเพิ่มอีกหลายเขื่อน สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงตอนบนอย่างมาก

แต่ปัญหาแม่น้ำโขงที่ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง กลับไม่ได้รับการดูแล เอาใจใส่ แก้ไขปัญหาและการป้องกันอย่างจริงจังจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขง

ความต้องการด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าต่อไป โครงการไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขงตอนล่าง อีก 12 โครงการถูกผลักดัน โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากภาคประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากเขื่อนแม่น้ำโขงในประเทศจีนอยู่แล้วนับทศวรรษ

การก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี เป็นตัวอย่างหนึ่งของเขื่อนตอนล่างที่ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พศ.2538 ที่ไม่ได้นำมาใช้โดย 4 ประเทศสมาชิกอย่างจริงจัง โปร่งใส เพื่อประโยชน์ในการคงไว้ซึ่งทรัพยากรสำคัญของภูมิภาค กลับเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อสร้างความถูกต้องเท่านั้น

กระบวนการของเขื่อนไซยะบุรี ยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วม ไร้ซึ่งการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน แต่การก่อสร้างเขื่อนยังดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว และปลายเดือนมกราคมนี้ก็จะทำพิธีเปิดการก่อสร้างระยะที่ 2 ซึ่งจะปิดกั้นแม่น้ำโขงเป็นครั้งแรก

โครงการเขื่อนดอนสะโฮง เขื่อนที่ 2 บนน้ำโขงตอนล่างที่จะสร้างกั้นช่องน้ำฮูสะโฮง ในบริเวณมหานทีสีพันดอน ที่ลาวใต้ ติดชายแดนกัมพูชา ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักต่างระบุว่าโครงการเขื่อนดอนสะโฮงมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อการอพยพของบรรดาพันธุ์ปลาแม่น้ำโขง จากปากแม่น้ำที่เวียดนาม จากทะเลสาบเขมร และจากแม่น้ำโขงท้ายน้ำ ที่จะว่ายผ่านสีพันดอนไปสู่ตอนบนเพื่อผสมพันธุ์ วางไข่ และเติบโต

ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง องค์กรภาครัฐ และตัวแทนของ 4 ประเทศสมาชิกได้ดำเนินการกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า Prior Consultation  เพื่อให้เสร็จสิ้นตามข้อตกลงแม่น้ำโขง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีของประเทศไทย คือ 2 เวทีแรก ไม่มีการเชิญประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงมาเข้าร่วมปรึกษาหารือ (ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า การเปิดเผยข้อมูลโครงการ) เวทีซึ่งจัดไป 5 ครั้งในจังหวัดริมแม่น้ำโขงไม่ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำโขงทั้งหมดในประเทศไทย ไม่มีการแปลเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นภาษาไทยเพื่อให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมเวทีได้อ่านล่วงหน้าเพื่อทำความเข้าใจและเข้าร่วมเวทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำมาสู่การหารือที่อยู่บนฐานของข้อมูล

นอกจากนี้ การซอยโครงการเขื่อนและไฟฟ้าพลังน้ำ ออกมาพูดและหารือกันทีละเขื่อนๆ แบบนี้ จะทำให้เราไม่สามารถเห็นภาพรวมของทั้งลุ่มน้ำได้

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และนักวิชาการ ยังคงยืนยันไม่เห็นด้วยและคัดค้านการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง และเขื่อนอื่นๆ ในแม่น้ำโขง และต้องการให้ทำการศึกษาข้อมูลผลกระทบของเขื่อนทั้งลุ่มน้ำ เพื่อให้เกิดข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อที่จะให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าเราจะสูญเสียอะไรไปบ้างหากมีเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง และมันจะคุ้มได้อย่างไรหากต้องแลกกับระบบนิเวศ กับปลานับร้อยสายพันธุ์ กับอู่ข้าวอู่น้ำ กับไฟฟ้าในปริมาณไม่มาก ซึ่งหาที่ไหนก็ได้

ทำอย่างไร ? ให้มีการจัดการแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน เป็นธรรม และสมดุล” คำถามที่มีคำตอบอยู่ในความคิดและจิตใจของคนแม่น้ำโขงมาตลอด ระยะเวลาของการได้รับผลกระทบ  ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลให้พวกเรารู้ว่าเราต้องเรียกร้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการพัฒนาแม่น้ำโขง

เราไม่สามารถปล่อยให้ชะตาของแม่น้ำโขง อยู่ในกำมือของผู้มีอำนาจไม่กี่คน ภายใต้อิทธิพลของบริ๋ษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ ที่จะมาแสวงกำไรจากสมบัติของแผ่นดินอุษาคเนย์

หากรัฐบาลยังคงปล่อยปัญหาแม่น้ำโขงให้เป็นไปเหมือนที่ผ่านมา เขื่อนดอนสะโฮงคงซ้ำรอยเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนปากแบง เขื่อนอื่นๆ ก็คงผุดขึ้นเพื่อกั้นสายเลือดของภูมิภาค อย่างไร้ซึ่งความเป็นธรรม

วันนี้ (28 มกราคม 2558) ผู้แทน 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง จะประชุมวาระพิเศษเรื่องเขื่อนดอนสะโฮง ผมหวังว่าผู้แทนรัฐบาลไทย –สำนักงานคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย จะแสดงจุดยืนเพื่อปกป้องผลกระโยชน์ของประชาชน เรียกร้องให้ยกเลิกเขื่อนทันที

 

**ฉบับภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ในบางกอกโพสต์ 28 มกราคม 2558

Region must act now to save the Mekong from dams

Members of the Network of People in Eight Mekong Provinces stage a protest against the Xayaburi and other dam projects which they say will destroy the Mekong River's ecology and locals' livelihoods. THITI WANNAMONTHA
Members of the Network of People in Eight Mekong Provinces stage a protest against the Xayaburi and other dam projects which they say will destroy the Mekong River’s ecology and locals’ livelihoods. THITI WANNAMONTHA

The rich Mekong River is home to vast natural resources and provides food to secure the livelihoods of millions of people. Since the beginning of time, it has served as our mother earth, interweaving and connecting intricate riparian cultures.

For nearly two decades, the onslaught of the Mekong’s development by capitalists has spread its destructive wings with dozens of dams being planned on the lower and upper Mekong River mainstream.

The Mekong’s transformation has begun to take its toll, beginning with the completion of the first mainstream dam in China’s Yunnan province in 1996. Free for millions of years, the river is now blocked. Dams in the upper Mekong have interfered with the river’s ecology causing damage to aquatic and plant life. Fishing communities have found their catches decimated and riparian people and their farms are now vulnerable to unnatural water fluctuations.

Problems have multiplied with rapid blasting to pave the way for the navigation of commercial ships, as spelled out in the agreement made by the four upper riparian countries. The installation of six more dams in China, and more to come, shall wreak ecological havoc on the upper Mekong, with far-reaching consequences for the basin.

Despite the enormous impact on the region’s people, problems with the Mekong’s development have been ignored. No attempts have been sufficiently made by the Thai government and other regional governments to address or prevent these problems.

Sheer energy demand still functions as the main impetus for these dams. The cascade of 12 hydropower projects in the lower Mekong has been pushed forward, in spite of strong opposition from the people already affected by China’s dams, who will bear the brunt of the dams’ negative effects.

The Xayaburi dam’s construction in Laos is evidence of how the procedures spelled out in the 1995 Mekong Agreement have been flouted by the four member countries. Such procedures have simply become ceremonial — a means to justify the righteousness of the project at the expense of our natural resources.

The Xayaburi dam’s development process is characterised by unilateral decision-making and back-room negotiations. With no transboundary environmental impact assessment, the dam’s construction has ploughed forward. The commencement ceremony for the second phase of dam construction already took place yesterday. For the first time, the lower Mekong will be directly altered.

Don Sahong is the second dam in the pipeline in the lower Mekong. It will block the Hou Sahong channel in southern Laos, bordering Cambodia. Experts from various institutions insist that the Don Sahong dam will adversely affect Mekong fish migrations, from the Delta in Vietnam to Cambodia’s Tonle Sap Lake. It will interfere with the reproduction, spawning and growth of migratory fish through the great archipelago.

Since October, the Mekong River Commission and representatives from the four member countries have participated in Don Sahong dam’s “prior consultation process”, simply to justify the terms set forth in the Mekong Agreement.

During the first two hearings in Thailand, none of the residents living by the river were invited to participate in the five meetings, which were not characterised as “consultations” by the Thai government, but rather “information sharing” and still failed to cover our whole Mekong Basin. In addition, there was no translation of necessary documents, to enable effective participation and ensure that the consultations would rest on a foundation of information and research.

Additionally, the different dams have been sliced into pieces and discussed separately in different forums, making it difficult to comprehend the overall basin-wide picture of hydropower development.

The Network of Thai People in Eight Mekong Provinces and academics stand firm in its staunch opposition to the construction of the Don Sahong and other mainstream dams. We demand that adequate and comprehensive studies be undertaken to explore the dams’ impact on the whole basin. Sufficient information must be found to enable those in power to realise what we are going to lose by damming the mighty Mekong. How can we trade our globally recognised Mekong with its complex ecology of hundreds of fish species, and rich food production for the very meagre amount of electricity which can be obtained by other means?

What can we do to ensure sustainable, fair and balanced management of the Mekong? The question has lingered in the hearts and minds of the people of the Mekong for the entire time that they have been affected by the impact of these projects. Such losses have prompted them to speak up and demand participation in the decision-making process regarding the Mekong’s development. The Mekong’s fate can’t be left in the hands of a few influential people and big corporations who want to prey on the lucrative gains from Southeast Asia’s resources.

If the government continues to ignore the Mekong’s problems, the dams will block the main vein of the region without any justice done. Today, the Mekong River Commission Joint Committee will hold a session to conclude on Don Sahong dam. Thailand must demand Don Sahong and other mainstream dams be cancelled.

Bangkok Post 28 Jan 2015
Writer: Niwat Roykaew
Newspaper section: News
http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/461116/region-must-act-now-to-save-the-mekong-from-dams

———————-
Niwat Roykaew is chairman of the Chiang Khong Conservation Group and plaintiff in a case involving the Xayaburi dam power purchase agreement, now before the Thai Administrative Court.

Xayaburi26.01.2015

เขื่อนไซยะบุรีเริ่มผันน้ำโขงวันนี้ ชาวบ้านทวงถามการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐไทย

26 มกราคม 2558

วันนี้มีพิธีเปิดการก่อสร้างระยะที่ 2 ของโครงการเขื่อนไซยะบุรี ที่จะกั้นแม่น้ำโขงและผันน้ำโขงให้ไหลผ่านสิ่งก่อสร้างที่ขวางลำน้ำอยู่ โดยมีผู้นำและบุคคลสำคัญเข้าร่วมพิธีดังกล่าว เครือข่ายประชาชนไทยฯ มีข้อสังเกตดังนี้

1 การก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี กั้นแม่น้ำโขงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นเขื่อนสัญชาติไทยในต่างแดน ลงทุนโดยบริษัทก่อสร้างไทย ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารไทย 6 แห่ง และมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ) แต่กลับไม่ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนถึงพื้นที่ประเทศไทย ในขณะที่การก่อสร้างเขื่อนดำเนินไปเกือบครึ่งทาง เจ้าของโครงการยังไม่สามารถตอบคำถามข้อกังวลของประชาชนได้ว่าจะเกิดความเสีย หายอย่างไรบ้างต่อแม่น้ำโขงและชีวิตของประชาชนที่พึ่งพาแม่น้ำ โดยเฉพาะที่อ.เชียงคาน อ.ปากชม จ.เลย และเขตอ.สังคม จ.หนองคาย ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำโขงไหลสู่พรมแดนไทย-ลาว ท้ายน้ำจากเขื่อนไซยะบุรี

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายฮักน้ำของ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ได้จัดงานวันเด็กสองฝั่งโขง ซึ่งจัดขึ้นทุกปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยมีเด็กๆ ผู้ปกครอง และพี่น้องที่เป็นญาติ และ “เสี่ยว” จากบ้านสุละ คำตื้อ ดอนกุ่ม แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ซึ่งอยู่ฟากแม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้ามบ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี กิจกรรมนี้มีเด็กๆและพ่อแม่ทั้งสองฝั่งมาร่วมงานประมาณ 300 คน ซึ่งมีทีมนักกิจกรรมเยาวชนและนักศึกษากลุ่ม “ข้าวเหนียวปั้นน้อย” ม.อุบลราชธานี มาช่วยงานตลอดทั้งวัน

Figure 1 Rapid blasting and excavation of rock and sand closer to Guan Loei Port, picture taken by a boat driver in January 2015
Figure 1 Rapid blasting and excavation of rock and sand closer to Guan Loei Port, picture taken by a boat driver in January 2015

Chiang Khong Conservation Group, Mekong-Lanna Cultural and Natural Resources Conservation Network

Chiang Khong District, Chiang Rai, Thailand
11 January 2015

Normally, the Mekong at the Thailand-Lao border in Chian Rai’s Chiang Khong District gets lower in around October and is crystal clear in December. With the emerging Kai (weed) and boulders, villagers would normally go about and collect it as food and for sale. But later last year, from 25- 31December 2014, Kai has started to bud in front of Wat Had Krai where a group of housewives were collecting them for food and sale in the market. Each bunch costs 20 baht and the price was twice as higher than the previous year given the abnormal tide of the river making it more difficult to harvest Kai.