วันจันทร์, ธันวาคม 10, 2018

By Seo Young-ji, staff reporter
http://english.hani.co.kr/arti/english_edition/e_international/865895.html

Funding for dam provided without National Assembly review despite being an ODA project

SK E&C attempted to earn excessive profits with changes to the format and design of a dam in Laos that eventually collapsed last July, an internal document confirmed on Oct. 14. Indeed, the heights of the collapsed dam and other auxiliary dams handled by SK E&C were an average of 6.5m lower than in the basic design diagrams included in the document.

4 ประเทศร่วมพิจารณาร่างรายงานโครงการปรับปรุงร่องน้ำโขง ไทยย้ำห้ามกระทบแนวเขตแดน จีนเตรียมปรับปรุงก่อนสรุปกลับมารายงานต้นปีหน้า

นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กรมทรัพยากรน้ำ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสัมคมแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญประมง และเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า รวม 8 ราย เข้าร่วมประชุมการพิจารณาร่างรายงานการดำเนินงานเบื้องต้น โครงการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (Priliminary Work) ระหว่างวันที่ 17-28 ก.ย. 2561 ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานจากประเทศสมาชิกความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (JCCCN)


เพจข่าวเศรษฐกิจลาว Lao Economic Daily โพสเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 มีเนื้อหาว่า รัฐบาลประกาศ “ไม่มีการจ่ายค่าชดเชย” จากเขื่อนไฟฟ้าที่ปล่อยน้ำเนื่องจากเป็นเหตุจำเป็น

ข่าวระบุว่า หลังจากมีคำถามจากสังคมออนไลน์เกี่ยวกับค่าชดเชยจากเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่ระบายน้ำลงมา ดร.สอนไซย สีพันดอน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกเขื่อนไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยให้หมู่บ้านที่อยู่ท้ายน้ำทางตอนล่างที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องปล่อยน้ำเนื่องจากต้องรักษาระดับน้ำในเขื่อน แต่ในอนาคตต้องมีแผนการจัดการน้ำก่อนฤดูฝนจะมา

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2018 ดร.สอนไซย สีพันดอน ประธานคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติฉุกเฉิน ได้ตอบคำถาสื่อมวลชนที่ถามว่า ทุกเขื่อนปล่อยน้ำและทำให้เกิดน้ำท่วมแล้วจะมีความรับผิดชอบอย่างไร โดยรองนายกรัฐมนตรีลาวตอบว่าทุกเขื่อนที่มีการระบายน้ำไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เพราะว่ามีความจำเป็นที่จะต้องป้องกันไม่ให้เขื่อนแตก โดยธรรมชาติแล้ว เขื่อนและอ่างเก็บน้ำช่วยลดความแรงของการไหลของน้ำ อย่างไรก็ตามปีนี้มีปริมาณฝนตกมากและยาวนาน จนทำให้มีปริมาณน้ำเป็นจำนวนมากในแม่น้ำต่างๆ และในอ่างเก็บน้ำ จึงจำเป็นต้องระบายน้ำออกมา

ข่าวระบุอีกว่า รองนายกยังกล่าวว่าในอนาคต เขื่อนแต่ละแห่งต้องมีแผนการจัดการน้ำ เช่น ต้องคำนวนปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนแต่ละปี เขื่อนต่างๆ ผลิตไฟฟ้าขายนำรายได้มาให้รัฐบาลเพื่อการพัฒนาประเทศ ในยามเกิดภัยพิบัติ รัฐบาลก็จะใช้เงินเหล่านี้ โดยเฉพาะในปีนี้ พื้นทีเกษตรกรรมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเสียหายมาก และชาวบ้านจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชผัก ดังนั้นรัฐบาลจึงจะเตรียมการที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ในอนาคตในพื้นที่เสี่ยงภัยตอนท้ายน้ำของเขื่อนต้องเปลี่ยนแผนการผลิตใหม่ โดยจะต้องเปลี่ยนไปทำการผลิตช่วงหน้าแล้งแทน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต้องมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเตรียมการและให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

ต้นฉบับจาก https://www.facebook.com/Laoedaily/videos/vb.444383065740586/285642528709230/?type=2&theater

ถอดบทเรียนกิจกรรม “โครงการพัฒนาศักยภาพและทักษะนักสื่อสารในภูมิภาคและพื้นที่เปราะบาง” หวังยกระดับนักสื่อสารชายขอบนำเสนอข่าวสู่สังคมวงกว้าง

ที่ผ่านมา ‘ข่าวชายขอบ’ อันเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ยากของชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อย ไม่ว่าจะเป็นชาวเขาบนดอยสูงทางภาคเหนือ เกษตรกรภาคอีสาน ชาวนาภาคกลาง ชาวประมงภาคใต้ ตลอดจนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ห่างไกล มักถูกทอดทิ้ง หลงลืม ไม่ให้ความสำคัญจากสื่อกระแสหลัก สังคมรับรู้ข้อมูลข่าวสารของพวกเขาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เสียงของพวกเขาจึงไม่เคยถึงสาธารณชนวงกว้าง


(แปลจากภาษาอังกฤษ)

ในโอกาสที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) จัดประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภูมิภาค กรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากลาย กลุ่มรักษ์แม่น้ำโขงซึ่งเป็นพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน และพลเมืองผู้ใส่ใจในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เรียกร้องให้จัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมข้ามพรมแดน (Transboundary Environmental and Social Impact Assessment – TBESIA) และการประเมินผลกระทบเชิงสะสม (Cumulative Impact Assessment – CIA) สำหรับโครงการเขื่อนปากลายใหม่ เนื่องจากการประเมินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พบว่าด้อยคุณภาพ เขื่อนปากลาย เป็นโครงการเขื่อนที่สี่ที่จะก่อสร้างในตอนล่างของแม่น้ำโขงสายประธานในสปป.ลาว และได้เริ่มกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแล้ว


Date 13.9.2018
Location- Tharabray Arshipcar village, Tanintharyi Region

Over the past 25 years we have met 106 times to call on the United Nations to create a declaration, guaranteeing the protection of the rights of all indigenous peoples. On 13th September 2007, United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples was finally created. In this declaration, there are 46 recommendations and 144 countries have signed up to it. Myanmar is one of those countires, however until now they have not fulfilled their obligations in implementing it.

Indigenous people live in their territories according to their traditional customs and practices, without causing any harm or damage to the natural environment. Greedy people, however are trying to colonize the territories of us indigenous people, by establishing large-scale projects that will violate the rights of indigenous people and destroy the environment. If the natural environment has been destroyed, so will our traditional customs, knowledge and languages.

These people have started their projects in our territories without the Free, Prior and Informed Consent of indigenous people. We, as indigenous people, are not against development, but it must be sustainable and should be in line with international standards and avoid unwarranted damage to the environment.

If large-scale dams and conservation projects go-ahead in our territories, then our rights will be violated and our future and safety will be threatened. In our territories we have our own history and culture, if these projects go ahead then these will be lost.

We don’t need this dam. This dam is not necessary for development. But it is a project that will cause immense damage and irresolvable problems. This project also presents an obstacle to achieving a federal democracy through this period of national transition.

Since this project is not in line with international standard and poses many harms to the rights of indigenous peoples, we believe that this project will not provide for the sustainable development of our region.

Chaung Ma Gyi and Kain Mya Thi Zar Committee
Natural resource conservation committee.

Contacts:
Saw Alfred 09771001475
Sayama Naw Bu Lah 09769024436
Naw De Dah 09794572134
Naw The Sein Nyo 09769738362
Daw Da Nyi Way 09781783605

28 กรกฎาคม 2561

กลุ่มรักษ์แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน และพลเมืองผู้ใส่ใจในลุ่มน้ำโขง ขอแสดงความตกใจ และความกังวลเกี่ยวกับการพังทลายของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อยในประเทศลาว เมื่อเร็วๆ นี้ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ ทั้งในลาวใต้และชุมชนด้านท้ายน้ำในประเทศกัมพูชา

ภาพจากเฟซบุ๊ก Flook Worawut

On April 1st, the Network of Thai People in Eight Mekong provinces along with other local communities and civil society groups submitted a letter to Thai the Energy Regulatory Commission (ERC), regarding the review of the new Power Development Plan (PDP) for Thailand. The letter is as below.


เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2561 เครือข่ายชาวบ้านและภาคประชาชน ที่เดือดร้อนจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน-เขื่อน ได้ร่วมกันลงชื่อจดหมาย ถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกรณีการทบทวนแผนพลังงานไฟฟ้า (PDP) ที่กำลังมีการทบทวนอยู่ในขณะนี้

ที่น่าสนใจคือ จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของ กฟผ. พบว่าขณะนี้ประเทศไทยมีกำลังผลิตติดตั้ง 42,299 เมกกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของปี 2561 (จากข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 19.22 น. มีค่าเท่ากับ 26,351 เมกะวัตต์
แสดงถึงปริมาณไฟฟ้าสำรองในระบบสูงถึง 15,947 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 60.5 ของความต้องการสูงสุด