วันอาทิตย์, มิถุนายน 24, 2018

ภาพจากเฟซบุ๊ก Flook Worawut

On April 1st, the Network of Thai People in Eight Mekong provinces along with other local communities and civil society groups submitted a letter to Thai the Energy Regulatory Commission (ERC), regarding the review of the new Power Development Plan (PDP) for Thailand. The letter is as below.


เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2561 เครือข่ายชาวบ้านและภาคประชาชน ที่เดือดร้อนจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน-เขื่อน ได้ร่วมกันลงชื่อจดหมาย ถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกรณีการทบทวนแผนพลังงานไฟฟ้า (PDP) ที่กำลังมีการทบทวนอยู่ในขณะนี้

ที่น่าสนใจคือ จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของ กฟผ. พบว่าขณะนี้ประเทศไทยมีกำลังผลิตติดตั้ง 42,299 เมกกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของปี 2561 (จากข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 19.22 น. มีค่าเท่ากับ 26,351 เมกะวัตต์
แสดงถึงปริมาณไฟฟ้าสำรองในระบบสูงถึง 15,947 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 60.5 ของความต้องการสูงสุด

 

The statement is submitted during the official visit of Mr. Dante Pesce and Professor Surya Deva, Member of the United Nations Working Group on Business and Human Rights, Mr. Robert Vaughan and Mr. Ulrik Halsteen to Thailand regarding the National Action Plan on Business and Human Rights (NAP) and the concrete implementation of business and human rights legislation and norms for Thai state and nonstate actors, from March 26th to April 4th, 2018.


เว็บไซต์ข่าวจีน caixinglobal.com รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 ว่า เขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนกำลังจะทำลายป่าฝนผืนสุดท้ายของจีน

ภาพจาก http://www.sixthtone.com

27 กุมภาพันธ์ 2561

เอ็นจีโอซึ่งอยู่ที่กรุงปักกิ่งฟ้องคดีเมื่อวันศุกร์ ต่อบริษัทซึ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำใกล้เขตป่าสงวนด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน อ้างว่ามีการละเมิดด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการ

ภาพชาวบ้านแม่น้ำโขง ที่ศาลปกครอง (แฟ้มภาพ)

สำนักข่าวเวียงจันท์ไทม์ รายงานวันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2067) ว่า ผู้พัฒนาโครงการยืนยันว่าการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่กำลังก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายหลักคืบหน้าไปกว่า 90 % และจะเริ่มส่งไฟฟ้าตามสัญญาสัมปทานในปีหน้า โดยนายบุนยัง วอละจิต ประธานประเทศและเลขาธิการทั่วไปของพรรคปฎิวัติประชาชนลาว สปป.ลาว และตัวแทนหลายส่วนได้ไปเยือนพื้นที่หัวงานเขื่อนไซยะบุรีที่มีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านล้านเหรียญสหรัฐที่แขวงไซยะบุรี ในระหว่างการไปเปิดงานประเพณี “บุญช้าง” ประจำปี

นายอนุภาพ วงศ์ละคร ผู้อำนวยการทั่วไปของบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์จำกัด กล่าวต่อประธานประเทศว่า เขื่อนจะสามารถผลิตไฟฟ้าขายได้ในปี 2019 ซึ่งพลังงานกว่า 95%ของกำลังการผลิต 1285 เมกกะวัตต์จะส่งไปขายให้กับกฟผ.ประเทศไทย และพลังงานไฟฟ้า 5% จะส่งขายภายในประเทศ ตลอดสัญญาสัมปทานกว่า 29 ปี โครงการคาดว่าจะมีรายได้กว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้พัฒนาโครงการได้ก่อสร้างทางเสำหรับรือผ่านขนาด 500 ตัน และมีการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาปรับใช้ในการก่อสร้างเพื่อให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลสามารถไหลผ่านได้

“เนื่องจากเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน ปริมาณน้ำ 4000 ลบ/วินาที สามารถที่ไหลผ่านเขื่อนได้ โดยประมาณการ” นายอนุภาพได้รายงานต่อประธานบุนยัง
ผู้พัฒนากล่าวว่า ได้มีการพัฒนาทางปลาผ่านธรรมาชาติที่ทำให้ปลาสามารถอพยพขึ้นลงได้ทั้งตอนบนและตอนล่างของแม่น้ำ นอกจากนี้หัวปั่นไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับปลาก็ยังเป็นช่องทางหนึ่งที่ปลาหลายสายพันธุ์สามารถที่จะอพยพลงไปตอนล่างของแม่น้ำได้

ภาพชาวบ้านแม่น้ำโขง ที่ศาลปกครอง (แฟ้มภาพ)

ขณะเดียวกัน โครงสร้างของเขื่อนได้มีการออกแบบการปล่อยให้ตะกอนไหลผ่านได้ มีการศึกษาชี้ว่า มีตะกอนลอยในน้ำกว่า 97% ที่ลอยอยู่ในแม่น้ำโขงและปัจจุบันตะกอนแขวนลอยเหล่านี้ก็ยังไหลผ่านไปได้ นายอนุภาพกล่าวกับสำนักข่าวเวียงจันทน์ไทม์ก่อนหน้านี้
มีตะกอนหนักเพียง 3 % เท่านั้นที่ต้องจมอยู่แต่เขื่อนก็มีระบบเปิดระบายตะกอน

นายอนุภาพยืนยันกับประธานบุนยังว่า โครงการได้จ่ายค่าชดเชยแก่ชาวบ้านหลายพันครัวเรือน และได้มีการฝึกอบรมกิจกรรมเสริมรายได้ให้กับชาวบ้าน เช่น ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์, เกษตรกรรม, การทอผ้าและการแปรรูปอาหารภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 ผลิตภันฑ์
ขณะนี้ประชาชนสามารถมีรายได้เฉลียเพื่มขึ้นประมาณ 10-15 ล้านกีบต่อปี

ที่มา http://www.vientianetimes.org.la/FreeContent/FreeConten_Xayaboury.php


นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาการลงทุนโครงการพลังงานน้ำบริเวณลุ่มน้ำโขงในเขต สปป.ลาว ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตและเงินลงทุนใกล้เคียงโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีที่มีขนาดกำลังการผลิต 1,285 เมกะวัตต์ (MW) และที่มีมูลค่าลงทุนราว 1.5 แสนล้านบาท โดยการเจรจาการลงทุนกับรัฐบาล สปป.ลาว คาดว่าจะมีความชัดเจนในกลางปี 61 หากการเจรจาเสร็จสิ้นจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ใช้เวลาประมาณ 1-1 ปีครึ่งใช้เงินประมาณ 100-200 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 7-8 ปี ส่วนอายุสัมปทานต้องขึ้นอยู่กับการเจรจา

We, Thai Mekong People’s Network from Eight Provinces, declare our position from the Dialogue with Datang (Lao) Pak Beng Hydropower Co. Ltd.. We demand an integrated assessment of the Mekong dam cascade, including Xayaburi, Sanakham, Pak Beng and Don Sahong Dams. We support a Dialogue that builds on an evidence-based body of knowledge, and confirm our interest in an ongoing dialogue process.

17 มกราคม 2561

จากการประชุมเจรจาหารือระหว่างผู้แทนบริษัทต้าถัง(ลาว) เขื่อนไฟฟ้าปากแบ่ง จำกัด และตัวแทนภาคประชาชนริมแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมานั้น พวกเราได้แสดงจุดยืนชัดเจนในการปกป้องแม่น้ำโขงและวิถีชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำ เราเรียกแม่น้ำสายนี้ว่าแม่น้ำของ และแม่น้ำโขง คำว่าแม่ในภาษาไทย ลาว เขมร แปลว่าเป็นผู้ให้กำเนิดของพวกเรา เป็นแม่น้ำของพวกเราทุกคน ไม่ใช่เฉพาะเชียงของ ปากแบง หรือของประเทศไทย หรือประเทศใด เพราะแม่น้ำโขงเป็นทรัพยากรข้ามพรมแดน ในการเจรจาและตัดสินใจใดๆ เราต้องเคารพถึงความคิดของแต่ละฝ่าย ทั้งพี่น้องชาวบ้านที่อาศัยเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิต ต้องคำนึงถึงทุกคนให้มีส่วนร่วม Inclusive Development และต้องเป็นการพัฒนาที่คำนึงถึงองค์ความรู้ Knowledge-based Development เป็นฐานในการพัฒนาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภาพ Sommai Iewprasert

นายฟาม ตวน ฟาน CEO สำนักงานเลขาธิการแม่น้ำโขง ได้ลงข้อคิดเห็นในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อว้นที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ว่า แผนการพัฒนาแม่น้ำโขงของจีนได้นำไปสู่การถกเถียงกันเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง แผนการเดินเรือเพื่อการพานิชย์ได้สร้างความสนใจให้กับนักสิ่งแวดล้อม นักเคลื่อนไหว และสื่อต่างๆ มากมาย ซึ่งมีรายงานความคืบหน้าของการเตรียมการปรับรุงร่องน้ำโดยจีนในประเทศไทย